ประโยชน์ของลำไยสกัด / สารสกัดจากลำไย

ลำไย (Longan)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Dimocarpus longan Lour.

วงศ์ Sapindaceae

ลำไย หรือที่เรียกในชื่อภาษาอังกฤษว่าลองแกน (Longan) จัดเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของภาคเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ผลผลิตของลำไยสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศทั้งในรูปของผลสด อบแห้ง แช่แข็ง และลำไยกระป๋อง ทำรายได้ปีละหลายพันล้านบาท และมีแนวโน้มว่าจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไยอบแห้ง จนกระทั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ได้จัดให้ลำไยเป็นไม้ผลยอดเยี่ยม (Product Champion) ลำไยเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานแก่ผู้บริโภคสูง เนื่องจากมีน้ำตาลอยู่มากเนื้อของลำไย มีน้ำตาลอยู่ 3 ชนิดคือ กลูโคส ฟรุคโตส และซูโครส เนื้อผลลำไยสด 100 กรัม จะให้คุณค่า ทางอาหารต่าง ๆ รวมทั้งแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ข้อมูลทางโภชนศาสตร์ เนื้อลำไยสด เนื้อลำไยแห้ง
ตารางที่ 1 คุณค่าทางอาหารของลำไย (Tongdee, 1997)

ข้อมูลทางโภชนศาสตร์ เนื้อลำไยสด เนื้อลำไยแห้ง
ความชื้น (%) 81.10 7.80
ไขมัน (%) 0.11 0.40
เส้นใย (%) 0.28 1.60
โปรตีน (%) 0.97 4.60
เถ้า (%) 0.56 2.86
คาร์โบไฮเดรต (%) 16.98 72.70
พลังงานความร้อน (กิโลแคลลอรี/100 กรัม) 305.70 1,310.00
แคลเซียม (มิลลิกรัม/100 กรัม) 5.70 27.70
เหล็ก (มิลลิกรัม/100 กรัม) 0.35 2.39
ฟอสฟอรัส (มิลลิกรัม/100 กรัม) 35.30 59.50
วิตามินซี (มิลลิกรัม/100 กรัม) 69.20 137.80
โซเดียม (มิลลิกรัม/100 กรัม) 4.50
โพแทสเซียม (มิลลิกรัม/100 กรัม) 2,012.00
ไนอาซีน (มิลลิกรัม/100 กรัม) 3.03
วิตามินบี 2 (มิลลิกรัม/100 กรัม) 0.375

 

ถิ่นกำเนิดของลำไยสันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ เนื่องจากมีการปลูกกันมานานหลายพันปี มีการปลูกกันมากในมณฑลฟูเกี้ยน กวางตุ้ง กวางสี ไต้หวัน และเสฉวน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่มณฑลฟูเกี้ยน (เสาวลักษณ์, 2527) ลำไยจากประเทศจีนนี้ได้แพร่กระจายเข้าไปสู่ อินเดีย ลังกา พม่า ฟิลิปปินส์ ยุโรป สหรัฐอเมริกา (มลรัฐฮาวายและฟลอริดา) คิวบา หมู่เกาะอินเดียตะวันตก และเกาะ มาดากัสกา ในประเทศไทยนั้น มีการพบลำไยตามป่าในจังหวัดเชียงใหม่ และที่จังหวัดเชียงรายมีลำไย พื้นเมือง ซึ่งมีผลเล็กขึ้นอยู่ดาษดื่นและเรียกกันว่าลำไยธรรมดา จนกระทั่ง พ.ศ.2439 มีชาวจีน ผู้หนึ่งนำกิ่งตอนลำไย 5 กิ่ง จากประเทศจีนมาถวายเจ้าดารารัศมี พระชายาของพระบาทสมเด็จ-พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เจ้าดารารัศมี ได้แบ่งลำไยเอาไว้ปลูกที่กรุงเทพฯ 2 กิ่ง ส่วนอีก 3 กิ่งได้มอบให้เจ้าน้อยตั๋น ณ เชียงใหม่ ผู้เป็นน้องชายนำไปปลูกที่เชียงใหม่ ณ บ้านน้ำโท้ง ตำบลสบแม่ข่า อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ต่อมาได้แพร่กระจายพันธุ์ ไปยังจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะจังหวัดลำพูน ในอดีตการขยายพันธุ์ลำไยทำโดยเพาะเมล็ด จึงทำให้มีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น

พันธุ์ลำไย

ลำไยที่พบในปัจจุบันแบ่ง ตามลักษณะการเจริญเติบโต ลักษณะผล เนื้อ เมล็ด และรสชาติ ได้ 2 ชนิดคือ

  1. ลำไยเครือหรือลำไยเถา ลำไยชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Euphoria scandens Winit Kerr. หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Dimocarpus longan var. obtusus มีลำต้นเลื้อยคล้ายเถาวัลย์ ทรงพุ่มต้นคล้ายต้นเฟื่องฟ้า ลำต้นไม่มีแก่น (pith) ใบมีขนาดเล็กและสั้น ผลเล็ก สีชมพูปนน้ำตาล เมล็ดโต เนื้อผลบางมีกลิ่นคล้ายกำมะถันปลูกไว้สำหรับเป็นไม้ประดับมากกว่าที่จะใช้เพื่อรับประทานผล
  2. ลำไยต้น แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

2.1 ลำไยพื้นเมืองหรือลำไยกระดูก ลำไยพื้นเมืองหรือลำไยกระดูก ออกดอกประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงต้นมกราคม และเก็บผลได้ประมาณกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ให้ผลดก ผลมีขนาดเล็ก ขนาดของผลเฉลี่ยกว้าง 1.8 เซนติเมตร หนา 1.6 เซนติเมตร สูง 1.7 เซนติเมตร รูปร่างของผลค่อนข้างกลม ผิวสีน้ำตาล เปลือกหนา เนื้อบางสีขาวใส ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำ19 ๐ Brix เมล็ดโต เปลือกลำต้นขรุขระมาก ต้นตั้งตรงสูงประมาณ20-30เมตร ใบขนาดเล็กกว่า ลำไยกะโหลก มักพบตามป่าของจังหวัดเชียงใหม่ และ เชียงราย มีอายุยืนมาก ปัจจุบันไม่นิยมปลูกเนื่องจากผลมีขนาดเล็ก ขาดรูปภาพเพิ่มเติม

2.2 ลำไยกะโหลก ลำไยกะโหลกเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมาก เพราะผลใหญ่ เนื้อหนาและมีรสหวาน ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำ 16-24 ๐ Brix มีอยู่ด้วยกันหลายพันธุ์แต่ละพันธุ์มีคุณลักษณะพิเศษแตกต่างกัน ลำไยกะโหลกที่ปลูกในประเทศไทยได้แก่ พันธุ์อีดอ ชมพู แห้ว เบี้ยวเขียว ฯลฯ(อ้างอิงข้อมูลจาก :http://www.ndoae.com/Data_plant/longan2012.htm)

 

ลำไยสกัด / สารสกัดจากลำไย (Longan Extract)

เนื่องจากลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ลำไยได้รับการส่งเสริมการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต ปรับปรุงคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าโดยหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้เริ่มศึกษาวิจัยลำไยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยสมาคมผู้ปลูกลำไยแห่งประเทศไทย เป็นผู้ขอให้มีการศึกษาเพื่อหามูลค่าเพิ่มของลำไย ผลก็คือ ทางสถาบันฯ สามารถสกัดสารสำคัญที่มีคุณค่าทางยาได้จากส่วนต่างๆ ของผลลำไย คือสารสำคัญประเภทโพลีฟีนอล (Polyphenol) 3 ชนิด ได้แก่ กรดแกลลิก(Gallic acid), กรดเอลลาจิก(Ellagic acid), และ คอริลาจิน (Corilagin) จากเมล็ด เนื้อ และเปลือกของผลลำไย ลำไยพันธุ์ต่างๆ จะมีปริมาณสารสำคัญนี้แตกต่างกันเนื่องจากเมล็ดลำไยมีสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดมากที่สุด สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงได้ศึกษาหาวิธีสกัดสารสำคัญที่มีคุณค่าทางยาให้ได้ปริมาณมากที่สุด คุณค่าทางยาที่ว่านี้ คือ

  • สามารถต้านอนุมูลอิสระได้เท่ากับสารสกัดจากชาเขียว
  • สามารถฆ่าเชื้อราในช่องปากได้ดี และยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ดีด้วย
  • สามารถลดความดันเลือดได้
  • สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรียในหลอดทดลองได้
  • สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ในหลอดทดลอง

ด้วยเหตุนี้ สารสกัดลำไยจึงมีศักยภาพที่จะนำไปพัฒนาเพื่อทำผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น เครื่องสำอาง ยาลดความดันเลือด และยายับยั้งเชื้อราหรือแบคทีเรีย เป็นต้น

ผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งได้รับอนุสิทธิบัตรแล้ว คือเรื่อง “กรรมวิธีการเตรียมสารสกัดโพลิฟีนอล และวิเคราะห์จากผลลำไย (Euphoria longana Lam., Sapindaceae) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์” ในปี พ.ศ. 2548 จากงานวิจัยพบว่าสารสกัดเมล็ดลำไยมีคอริลาจิน 050-0.64 มิลลิกรัม/กรัม DW กรดแกลลิก 9.18-23.05 มิลลิกรัม/กรัม DW และกรดเอลลาจิก 8.13-12.65 มิลลิกรัม/กรัม DW ทั้งนี้ขึ้นกับสายพันธุ์ลำไยที่ใช้ศึกษา โดยเมล็ดลำไยพันธุ์อีดอมีกรดแกลลิก กรดเอลลาจิก และความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระสูงสุดเมื่อเทียบกับลำไยพันธุ์อื่น งานวิจัยชิ้นนี้พบว่าสารสกัดเมล็ดลำไยมีความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระดีเท่ากับชาเขียวญี่ปุ่น ดีกว่าชาใบหม่อนและสารสกัดเนื้อลำไยแห้ง เชื่อว่าผลดังกล่าวเกิดจากสารโพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์และสารแทนนินอื่นที่พบในผลลำไยด้วยนอกจากนี้แล้วสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ยังพบว่า สารสกัดเมล็ดลำไยมีฤทธิ์ต้านการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสซึ่งสร้างเม็ดสีบนผิวมนุษย์ จึงอาจนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขาวขึ้นได้อีกด้วย

 

ผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์อื่นๆ คือ เรื่อง “กรรมวิธีการเตรียมสารสกัดจากเมล็ดลำไย องค์ประกอบที่มีสารสกัดจากเมล็ดจากเมล็ดลำไยที่เตรียมโดยกรรมวิธีนั้น และการใช้องค์ประกอบดังกล่าว” ในปี พ.ศ. 2552 และเรื่อง “การใช้สารสกัดปัญจขันธ์ (Gynostemma pentaphyllum Makino), เมล็ดลำไย (Euphoria longana Lam.) และฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) ในปี พ.ศ. 2552 (อ้างอิงข้อมูลจาก : http://www.cri.or.th/en/20100602.php และhttp://www.doctor.or.th/article/detail/7877)

อีกหนึ่งงานวิจัยจากลำไยที่เพิ่งมีการเผยแพร่สู่สาธารณชน คือ โครงการสารสกัดลำไย โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ คณะอุตสาหกรรมเกษตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ โครงการฯ มีการนำลำไยตกเกรด ทุกพันธุ์ ทุกขนาด ทั้งเปลือก ทั้งเม็ด มาผลิตเป็นสารสกัดลำไยในรูปแบบผลึกและน้ำเชื่อม ช่วยเหลือเกษตรกร แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชรินทร์ เตชะพันธุ์ เจ้าของผลงานสารสกัดลำไย จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมมือกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพล เล็กสวัสดิ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการทำวิจัยในโครงการเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดลำไย (Longan Extract Production) โดยจุดเริ่มต้นของสารสกัดลำไยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตของลำไยประมาณ 9 ปี ที่ผ่านมา ปัญหา คือ ลำไยให้ผลผลิตค่อนข้างมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาล้นตลาดโดยเฉพาะในช่วงกลางฤดูกาล ทางออกที่เกษตรกรทำได้ในการแปรรูปลำไยมีอยู่เพียง 2 ทาง คือ การอบแห้ง และนำส่งโรงงานเพื่อบรรจุเป็นลำไยกระป๋อง โดยการทำลำไยกระป๋องสามารถรับปริมาณได้เพียง 1-2% ของปริมาณลำไยสดทั้งหมด ดังนั้นเกษตรกรจึงมุ่งไปที่การอบแห้งเป็นหลัก นอกจากนี้ยังพบว่าจากเดิมเกษตรกรเคยขายลำไยอบแห้งได้ราคาดีมากกว่า 150 บาทขึ้นไปก็ลดลงมาเหลือจน 70 – 80 บาท ในปัจจุบันผลผลิตลำไยมีประมาณ 250,000 – 500,000 ตันต่อปี ในขณะที่ปริมาณการบริโภคสดจริงอยู่ที่ปริมาณ 50,000 ตัน ซึ่งปกติจะแปรรูปโดยการอบแห้งเป็นหลัก หากมีปริมาณล้นตลาดจากการอบแห้งจะทำให้เกิดราคาตกต่ำจากราคาเฉลี่ยประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม บางปีลดลงเหลือเพียง 3-7 บาทเท่านั้น เป็นปัญหาของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เมื่อมองที่จุดเด่นของลำไย ซึ่งเป็นผลไม้มีรสหวานมาก มีปริมาณน้ำตาลสูง จึงคิดนำคุณสมบัตินี้นี้มาใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตสารให้ความหวาน โครงการสารสกัดลำไยมองไปที่ลำไยตกเกรดที่ไม่มีราคา พันธุ์หรือเกรดของลำไย ไม่มีความจำเป็นสำหรับโครงการ เพราะลำไยทุกพันธุ์ทุกเกรดสามารถนำเข้ามาใช้ในสายการผลิตได้ทั้งหมด โดยปกติลำไยตกเกรดผู้รับซื้อลำไยจะไม่รับซื้อ หลังจากคัดเกรดก็จะถูกทิ้งไม่ได้ใช้ประโยชน์

การแปรรูปสารสกัดลำไยสามารถเปลี่ยนรูปน้ำตาลผลไม้สดให้มาอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ 2 ลักษณะ คือ ในรูปของน้ำเชื่อม และผลึกคล้ายน้ำตาลจากอ้อย สำหรับกระบวนการหลักในการผลิต คือการนำมาลดขนาดด้วยการตีป่นจนละเอียด โดยนำลำไยทั้งลูกไม่มีการแกะเปลือก ใช้ทั้งเปลือก ทั้งลูก ทั้งเม็ด มาตีเพื่อลดขนาดก่อนนำเข้าสู่กระบวนการสกัดน้ำหวาน หลังจากสกัดเสร็จเป็นการทำให้เกิดการระเหยเพื่อให้น้ำส่วนเกินออกไปจะได้น้ำหวานในรูปของน้ำเชื่อม แล้วจึงนำมาทำให้เกิดการตกผลึกของตัวน้ำตาลธรรมชาติที่อยู่ในลำไย และผลึกที่ได้นำไปทำให้แห้งด้วยวิธีการอบได้เป็นผลิตภัณฑ์สารสกัดลำไยแบบเกล็ด สารสกัดลำไยแบบผลึกจะคล้ายกับผลึกน้ำตาลทรายแต่มีผลึกเล็กกว่า มีสีเหลืองนวลตามธรรมชาติ หากยังไม่ผ่านกระบวนการใดๆ จะเป็นกลิ่นรสธรรมชาติของลำไย หากนำไปชงละลายหรือนำน้ำเชื่อมไปชงในน้ำอุ่นเปรียบได้เหมือนกำลังทานน้ำลำไย ประเทศจีนนิยมซื้อลำไยจากประเทศไทยโดยเฉพาะลำไยอบแห้ง ซึ่งได้รับการยอมรับในสรรพคุณทางยา รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลี ที่มีตำหรับยาที่ต้องใช้ลำไยเช่นเดียวกัน ทั้งสารออกฤทธิ์ที่เป็นยาอายุวัฒนะ สารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง สารที่มีประโยชน์จากลำไยค่อนข้างจะมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากเปรียบเทียบกับสารต้านอนุมูลอิสระทั่วไป เช่น วิตามิน C เพราะหากโดนแสงหรือน้ำลายในปากจะสูญประสิทธิภาพไปมาก ในขณะที่สารสกัดจากลำไยมีสภาพคงทนมากกว่า มีการออกฤทธิ์ที่เซลล์เป้าหมายได้ดีกว่า ในกรณีที่เซลล์เป็นมะเร็งแล้ว ได้มีการนำเซลล์มะเร็งมาทดสอบกับสารสกัดจากลำไย พบว่า สามารถไปเร่งวงจรรอบของการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งให้วงจรรอบเร็วขึ้น ทำให้เซลล์แก่เร็วขึ้นตายลงด้วยตัวเอง เป็นการทำลายเซลล์มะเร็งด้วยตัวมันเอง ประเด็นนี้เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ

โครงการสารสกัดลำไยมีความต่อเนื่องในช่วงเริ่มต้น 3 ปี ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณของสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 โครงการนี้ศึกษาผลิตสารสกัดลำไยทั้งในรูปแบบน้ำเชื่อมและผงสำเร็จรูป (ทั้งในรูปแบบน้ำเชื่อมลำไย และผลึกสารสกัดลำไย) เนื่องจากพบว่าลำไยสกัดที่ผลิตจากลำไยนั้นมีสัดส่วนขององค์ประกอบน้ำตาลแต่ละชนิด (ฟรุตโตส ซูโครส กลูโคส) ที่ดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะน้ำตาลฟรุตโตสนอกจากนั้นยังมีมีผลงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าในลำไยยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สามารถต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสลายตัวของเซลล์มะเร็งได้ ทางโครงการยังได้ดำเนินการนำลำไยอบแห้งมาทำการพัฒนาต่อยอดเพื่อเป็นทางเลือกในการนำวัตถุดิบต้นทางสำหรับเทคโนโลยีลำไยสกัดนี้ นอกเหนือจากการนำลำไยสดมาใช้ และได้ดำเนินการศึกษาฤทธิ์ทางปรีคลินิกเพิ่มเติมในเรื่องของการระงับปวด ต้านการอักเสบ และการศึกษาด้านการทดสอบการหาฤทธิ์ต้านมะเร็ง ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ฤทธิ์ต้านการบวม พบว่า น้ำตาลจากลำไยอบแห้งและสารสกัดลำไยสดทั้งผล ปริมาณเหมาะสม เมื่อมีการป้อนทางปากแก่สัตว์ทดลอง พบว่าสามารถลดอาการบวม และต้านอาการอักเสบเฉียบพลันในสัตว์ทดลองได้ ฤทธิ์ต้านการอักเสบเรื้อรัง พบว่า น้ำตาลจากลำไยอบแห้งและสารสกัดลำไยสดทั้งผลปริมาณเหมาะสม เมื่อมีการป้อนทางปากต่อสัตว์ทดลอง พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบเรื้อรังในสัตว์ทดลองได้ (อ้างอิงข้อมูลจาก:http://www.prcmu.cmu.ac.th/perin_detail.php?perin_id=230http://www.chiangmainews.co.th/page/?p=217845)

สารสกัดจากส่วนต่างๆ ของลำไยยังมีงานวิจัยที่พบในต่างประเทศอีกหลายงาน เช่น งานวิจัยสารสกัดเนื้อผลลำไยโดยนักวิจัยจากสวนพฤกษศาสตร์จีนใต้ในประเทศจีนในปี 2550 พบกรดเมทิลแกลลิก (4-O-methylgallic acid) และอีพิคาทีชิน เป็นสารสำคัญจากเนื้อผลลำไยดังกล่าว งานวิจัยพบว่าอีพิคาทีชินเป็นสารที่ทำให้เนื้อลำไยสดเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลเมื่อทิ้งไว้ในที่แจ้ง พบว่ากรดเมทิลแกลลิกมีความ สามารถเชิงกำจัดอนุมูลอิสระและต้านออกซิเดชันได้ดีกว่าสารอีพิคาทีชิน (อ้างอิงข้อมูลจาก :http://www.doctor.or.th/article/detail/7877)

งานวิจัยสารสกัดจากเนื้อลำไยจากนักวิชาการจากประเทศจีนฉบับหนึ่ง มีการพูดถึงความสามารถในการเสริมภูมิต้านทานของสารสกัดจากเนื้อลำไยที่ให้สารสกัดโพลีแซคคาไรด์-โปรตีน (polysaccharide-protein complex (LP3) ที่นำมาวิจัยในหนูเทียบกับหนูกลุ่มควบคุม ผลการทดลองพบว่าสารสกัดที่ได้จากเนื้อลำไยมีฤทธิ์เสริมภูมิต้านทานในหนูเทียบกับกลุ่มตัวอย่าง(อ้างอิงข้อมูลจาก : Yang Yi et al. Activity of Polysaccharide-Protein from Complex of Longan (Dimocarpus longan Lour.) Pulp. Molecules ISSN 1420-3049. Available from : www.mdpi.com/journal/moleculesImmunomodulatory)

 

กรดแกลลิก (Gallic acid)

กรดแกลลิก เป็นกรดอินทรีย์ ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันเซลล์จากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (oxidation reaction) ช่วยป้องกันเซลล์จากความเครียดเมื่ออายุมากขึ้นซึ่งช่วยลดโรคหัวใจและโรคมะเร็งในผู้สูงอายุ โดยสามารถพบได้ในอาหาร เช่น บลูเบอร์รี่ แอปเปิ้ล ใบชา วอลนัท โดยผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้นจัดว่ามีปริมาณกรดแกลลิกมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลราสเบอร์รี่สีแดงและพบว่าในพืชที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมจะมีปริมาณกรดแกลลิกสูงขึ้น โดยการดัดแปลงพันธุกรรมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อราในผักอย่างเช่น วอลนัท ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของปริมาณกรดแกลลิกในวอลนัท (Pulugurtha, 2011; Tremblay, 2011)

 

กรดเอลลาจิก (Ellagic acid)

กรดเอลลาจิก เป็นสารประกอบประเภทโพลิฟีนอล (Polyphenol) มีโครงสร้างดังรูปที่ 2 โดยในผลไม้จะไม่พบกรดเอลลาจิกได้โดยตรงแต่จะพบสารที่เรียกว่า เอลลาจิแทนนิน (Ellagitannins) ซึ่งจะถูกย่อยแปลงไปเป็นกรดเอลลาจิกในระบบย่อยอาหาร กรดเอลลาจิกสามารถต้านฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งได้และเป็นสารยับยั้งมะเร็งที่ทาให้เซลล์ตายแบบอะพอพโทซีส (Apoptosis) โดยพบว่าปริมาณกรดเอลลาจิกที่มีความเข้มข้น 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระที่ดี กรดเอลลาจิกที่มีความเข้มข้น 12.5 ถึง 100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร จะสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งในช่องปากได้ ส่วนกรดเอลลาจิกที่มีความเข้มข้น 100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร จะสามารถเหนี่ยวนาให้เซลล์มะเร็งลาไส้ HT-29 และ HCT116 ตายแบบอะพอพโทซีส นอกจากนั้นกรดเอลลาจิกสามารถเปลี่ยนแปลงเซลล์มะเร็งที่ดื้อต่อยาเคมีบาบัดและต่อการรักษาด้วยการฉายรังสี โดยทาให้เซลล์ดังกล่าวไวต่อการถูกทาลายด้วยเคมีและรังสีรักษา (วรางคณา, 2553; Basham, 2012)

กรดเอลลาจิกสามารถพบได้ในปริมาณมากในพืชตระกูลเบอร์รี่เช่น แบล็คเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอ-เบอร์รี่ ผลทับทิม บลูเบอร์รี่ รวมไปถึงผลไม้ชนิดอื่นด้วยเช่น วอลนัท องุ่น แอเปิ้ล แพร์ กีวี ลูกพีช ลูกพลัม จากการศึกษาของวารสารองค์ประกอบอาหารและการวิเคราห์ ปี 2532 พบว่าในเนื้อสตรอเบอร์รี่จะพบปริมาณกรดแอลลาจิกสูงถึงร้อยละ 95 ส่วนในเมล็ดของผลราสเบอร์รี่นั้นจะสามารถพบปริมาณกรดเอลลาจิกถึงร้อยละ 88 ในผลไม้ที่ถูกทาแห้งแล้วแช่แข็ง พบว่ามีปริมาณกรดแอลลาจิกที่มีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม ทาให้อุตสาหกรรมผลิตอาหารเสริมมีการนาสารสกัดจากเมล็ดหรือใบของราสเบอร์รี่หรือทับทิม มาทาเป็นอาหารเสริม (Turcotte, 2009; Anderson, 2010)

แหล่งที่มา :

 

คอริลาจิน (Corilagin)

สารคอริลาจิน (Corilagin) (β-1-0-galloyl-3,6-(R)-hexahydroxydiphenoyl-D-glucose) เป็นสาร Tannin ชนิดหนึ่ง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีงานวิจัยที่นำสารคอริลาจินที่แยกได้จากต้นลูกใต้ใบซึ่งเป็นพืชที่รู้จักกันดีและนำมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ในแถบประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน มาทำการทดลองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะประเมินฤทธิ์ต้านความเจ็บปวดอย่างแรงของสาร Carilagin ในหนูทดลองที่เกิดความเจ็บปวดจากสารเคมีและความร้อน โดยแยกสาร Corilagin จากต้นลูกใต้ใบด้วยเทคนิคโครมาโตกราฟฟี ทำการทดสอบฤทธิ์ต้านความเจ็บปวดในหนูทดลองด้วยการทดสอบ Writhing Test คือการฉีดกรดอะซิติกเข้าช่องท้องเพื่อให้เกิดอาการเจ็บปวดและสังเกตการหดตัวของช่องท้อง(Abdominal Constrictions)และการทดสอบฤทธิ์ระงับปวดที่สัมพันธ์กับการอักเสบ(Inflammatory Analgesia) จากการฉีด Formalin, Capsaicin, และ Glutamate บริเวณด้านหลังเท้าแล้วสังเกตพฤติกรรมการยกเท้าขึ้นเลียของหนูหลังฉีดสารดังกล่าว และการทดลองด้วย Hot Plate Tests (ความสามารถในการทนอยู่บนแท่นร้อน) ผลการทดลองพบว่า การให้ Corilagin ในการทำ Writhing test ในแบบจำลองภาวะปวดด้วย Acetic Acid ได้ค่า ID50 (ขนาดที่ลดอาการปวดได้ร้อยละ 50) เป็น 6.46 (3.09-13.51) ไมโครโมล/กิโลกรัม ประมาณ 20.6 เท่าใน Acetylsalicylic Acid และยังแสดงผลฤทธิ์ต้านความเจ็บปวดด้วย Formalin Test ได้ค่า ID50 เป็น 18.38 (15.15-22.59) ไมโครโมล/กิโลกรัม ใน Capsaicin และ Glutamate Test ที่ 3 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จากผลการทดลองจึงสรุปได้ว่า Corilagin มีฤทธิ์ต้านความเจ็บปวดโดยอาจจะมีผลผ่านการกระตุ้น Glutamatergic System

เอกสารอ้างอิง

  1. ฤทธิ์ต้านความเจ็บปวดอย่างแรงของสาร Corilagin สาร Tannin ที่แยกได้จากต้นลูกใต้ใบ, Journal of Ethnopharmacology 2013;146:318-323, คณะเภสัชศาสตร์แหล่งที่มาhttp://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=916
  2. พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ และนิธิยา รัตนาปนนท์. (2555).“tannin แทนนิน.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.foodnetworksolution.com/vocab/word/2376/tannin-แทนนิน
  3. ปรีชาญ อุ่นรัตนะ. (2555).“ผัก ผลไม้ 5 สี ดีมีประโยชน์.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://203.155.220.217/hpd/slid8.html
  4. วรางคณา จุ้งลก. (2553, กรกฎาคม – กันยายน). กรดเอลลาจิกและฤทธิ์ต้านมะเร็ง. วารสารโรคมะเร็ง.30(3), 112-119. วิริยะ สิริสิงห. (2555).“แทนนินคืออะไร?.” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มาhttp://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=629
  5. Anderson, S. (2010). What foods are rich in ellagic acid?. http://www.livestrong.com/article/304354-what-foods-are-rich-in-ellagic-acid
  6. Basham, A. (2012). Foods high in ellagic acid. Foods High in Ellagic Acid | eHow.com http://www.ehow.com/list_7185483_foods-high- ellagic-acid.html#ixzz2Dg1EZ9oM
  7. Colapinto, M. (2010). Image of Chemistry structure ellagic acid. http://www.socialvixen.com/health-beauty/strawberries-can-prevent-cancer/
  8. Jacobs, J. (2011). What foods have tannic acid. http://www.livestrong.com/article/433531-what-foods-have-tannic-acid/
  9. Labieniec, M and Gabryelak, T. (2003a). Image of Chemistry structure gallic acid.

http://www.themodernembalmer.com/tannin.html

Share this
Share On Facebook
Show Buttons
Hide Buttons