ประโยชน์ของอะโวคาโด แหล่งไขมันดี ต้านสารพัดโรค

Cr. Pic: https://www.honestdocs.co/what-happens-if-you-eat-avocados


ที่มาของอะโวคาโด

อะโวคาโดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Lauraceae เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองในประเทศเม็กซิโก สามารถปลูกได้ทั่วไปในพื้นที่เขตร้อนทั่วโลก ถูกนำมาปลูกในไทยครั้งแรกที่จังหวัดน่าน อะโวคาโดนิยมรับประทานกันมากในยุโรปและและแถบอเมริกา เนื่องจากนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด มีคุณค่าทางอาหารสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย อะโวคาโดมีลักษณะพิเศษคือจะสุกหลังการเก็บเกี่ยว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของอะโวคาโด

ลำต้น เป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่ผลัดใบ กิ่งเปราะหักง่าย ลำต้นตั้งตรงอวบใหญ่ เปลือกสีน้ำตาลแตกขรุขระ

ใบ เป็นใบเดี่ยว ยาวรี ปลายใบแหลมโคนใบมน ขอบใบเรียบ มีเส้นกลางใบเห็นชัดเจนและมีเส้นที่เชื่อมจากกลางใบไปยังขอบใบหลายเส้น ผิวใบเป็นมันสีเข้มกว่าท้องใบเล็กน้อย ใบอ่อนสีแดงอมน้ำตาล

ดอก ดอกออกเป็นช่อ ประกอบไปด้วยดอกย่อยหลายดอก กลีบดอกสีเขียวอมเหลือง ด้านดอกสั้นแต่ก้านของช่อดอกยาว เป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ

ผล ผลเป็นผลเดี่ยว ลักษณะคล้ายกับลูกแพร เปลือกของอะโวคาโดมีหลายสี รวมทั้งผิวเปลือกอาจจะเรียบเป็นมันหรือขรุขระขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เนื้อด้านในสีเหลืองอ่อนจนถึงเหลืองเข้ม รับประทานได้ รสชาติมัน มีไขมันชนิดดีสูงมาก

เมล็ด เมล็ดอะโวคาโดมีขนาดใหญ่ มีเมล็ดเดียว อยู่ใจกลางผล ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเนื้อ รูปร่างอาจจะกลมแป้นหรือเรียวยาวก็ได้ มีเปลือกหุ้มเมล็ด 2 ชั้น ผิวเปลือกเรียบสีน้ำตาล

สรรพคุณของอะโวคาโด…เพิ่มไขมันชนิดดี  ลดไขมันชนิดร้าย

แม้รสชาติของอะโวคาโดอาจไม่ค่อยอร่อยหรือถูกใจคนส่วนใหญ่นัก…แต่ความจริงที่ว่าอะโวคาโดมีสรรพคุณทางยาอยู่มาก จนเราอาจคิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว…เริ่มจากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับไขมันที่มีอยู่ในผลอะโวคาโดกันก่อนว่า…แท้จริงแล้วมันเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดไขมันชนิดร้าย (LDL-cholesterol) และเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL-cholesterol) ในเลือด จึงส่งผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคไขมันในเส้นเลือดสูงและโรคหัวใจ

อะโวคาโด ช่วยลดน้ำหนัก บำรุงผิว

ส่วนเรื่องความอ้วนยิ่งไม่ต้องกลัว แม้อะโวคาโดจะมีแคลอรีมาก แต่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่ำ ประกอบกับมีไฟเบอร์สูง และมีกรดโอเลอิก (Oleic Acid) ที่จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว ลดความอยากกินอาหารว่างในระหว่างวัน อะโวคาโดจึงช่วยลดน้ำหนักมากกว่าที่จะทำให้อ้วน รวมทั้งมีคุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์และมีความจำเป็นต่อร่างกายอีกมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่สรรพคุณของอะโวคาโด สามารถดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากสารพัดโรคได้

นอกจากสรรพคุณทางยาแล้ว อะโวคาโดมีประโยชน์ในด้านด้านความงามอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากอะโวคาโดเปี่ยมด้วยวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จึงไม่แปลกใจที่ในแวดวงความงาม นำเอาอะโวคาโดมาสกัดเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ประทินผิว และเครื่องสำอางค์ต่างๆ มากมาย

สูตรอะโวคาโดพอกหน้า

1. นำอะโวคาโด 2 ผลมาล้างให้สะอาด เอาเม็ดออก ตักเนื้อออกใส่เครื่องปั่นโดยปั่นรวมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาวอย่างละ 1 ช้อนชา ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน

2. ล้างหน้าให้สะอาด ซับหน้าให้แห้งแล้วนำส่วนผสมที่ได้พอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาที เว้นบริเวณผิวส่วนที่บอบบางเช่น รอบริมฝีปากและดวงตา แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

3. เช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์

4. หลังเช็ดหน้า บำรุงด้วยครีมตามปกติ ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จะช่วยให้ใบหน้าเนียนนุ่ม ไม่แห้งกร้าน

13 สรรพคุณของอะโวคาโด…ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. อะโวคาโดมีสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะอะโวคาโดมีทั้งไฟเบอร์และกรดโอเลอิกซึ่งเป็นไขมันที่จะทำปฏิกิริยาให้สมองรู้สึกว่าอิ่ม ถือเป็นตัวอย่างของไขมันไม่อิ่มตัวที่มีประโยชน์ซึ่งอยู่ในผลไม้อย่างอะโวคาโด

2. อะโวคาโดมีกรดโอเลอิก ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทและสมอง ช่วยบำรุงและทำให้การทำงานของสมองมีความรวดเร็ว ไม่เมื่อยล้าแม้สมองต้องทำงานหนัก อีกทั้งไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม

3. อะโวคาโดมีสรรพคุณลดไขมันชนิดร้าย โดยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่มีอยู่ในอะโวคาโด ช่วยเพิ่มไขมันชนิดดี ลดไขมันชนิดร้าย และเมื่อระดับไขมันมีความสมดุล เหมาะสมต่อร่างกาย ก็จะส่งผลให้การทำงานของหลอดเลือดและหัวใจมีประสิทธิภาพนั่นเอง

4. อะโวคาโดมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน เพราะไขมันในอะโวคาโดเป็นไขมันไม่อิ่มตัวและละลายน้ำได้ จึงช่วยชะลอการย่อยอาหารทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นอย่างรวดเร็วหลังกินอาหาร ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงกินผลไม้ชนิดนี้ได้

5. อะโวคาโดมีแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ตัวช่วยสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระและป้องกันโรคเกี่ยวกับสายตา ซึ่งพบได้มากในอะโวคาโด และไขมันในอะโวคาโดยังดูดซึมแคโรทีนอยด์ในผักและผลไม้ต่างๆ ได้ดีมากด้วย ตัวอย่างเช่น หากนำอะโวคาโดมาทำสลัดผักหรือผลไม้ก็จะทำให้เราได้รับแคโรทีนอยด์จากผักหรือผลไม้เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

6. อะโวคาโดมีโปรตีนสูงกว่าผลไม้หลายชนิด และยังเป็นโปรตีนประเภทที่ย่อยง่าย เส้นใยมาก จึงส่งผลให้ระบบการขับถ่ายดี ไม่ต้องกังวลกับอาการท้องผูกเลย

7. สรรพคุณของอะโวคาโดลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งได้ เพราะอะโวคาโดมีวิตามินอี ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายจากมลพิษรอบตัวทั้งจากภายในและภายนอก อีกทั้งมีลูทีนกับไขมันชนิดดีสูง จึงช่วยให้คุณสาวๆ ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว

8. อะโวคาโดอุดมไปด้วยโฟเลต  ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายเราต้องการในแต่ละวัน และมีความจำเป็นต่อหญิงตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เพราะสามารถช่วยสร้างเนื้อเยื่อ เสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ด้วย

9. อะโวคาโดมีวิตามินบี ที่ใช้เป็นยาช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ลดความถี่ในการเกิดอาการเหน็บชา และช่วยลดอาการอักเสบได้

10. อะโวคาโดอุดมด้วยวิตามินซีสู ซึ่งวิตามินซีที่มีมากในอะโวคาโดช่วยป้องกันโรคหวัด และอาการเลือดออกตามไรฟัน

11. อะโวคาโดมีสรรพคุณบำรุงผิว เพราะในอะโวคาโดมีทั้งวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 วิตามินอี วิตามินซี ไนอาซิน โพแทสเซียม กรดโฟลิก ฟอสฟอรัส เป็นต้น ซึ่งนอกจากมีประโยชน์ในการต้านโรคแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ลดริ้วรอย แลดูอ่อนกว่าวัย

12. ประโยชน์ของอะโวคาโดเป็นน้ำมันดูดซึมเร็ว เนื่องจากน้ำมันจากอะโวคาโดสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีกว่าไขมันจากแหล่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากถั่วเหลือง ข้าวโพด อัลมอนด์ หรือน้ำมันมะกอก

13. ประโยชน์ของอะโวคาโดเพื่อบำรุงผม ถ้าเอาน้ำมันจากอะโวคาโดมาใช้นวดศีรษะจะช่วยบำรุงเส้นผม ให้มีน้ำหนัก ไม่แห้งฟู และช่วยเร่งการงอกของเส้นผมได้ดี

ทานอะโวคาโดอย่างไรให้ได้ประโยชน์ (อะโวคาโด ทำอะไรกินได้บ้าง?)

อะโวคาโดมีเนื้อลักษณะคล้ายเนย รสชาติมัน ไขมันสูง หลายคนๆ อาจจะมองข้ามไปเพราะคิดว่าจะทำให้อ้วนได้แต่จริงๆ แล้วเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ไม่ทำให้อ้วนเมื่อเทียบกับการรับประทานไขมันชนิดอื่นในปริมาณที่เท่ากันทั้งยังช่วยลดไขมันเลวในร่างกายได้อีกด้วย อะโวคาโดไม่นิยมรับประทานแบบดิบๆ เนื่องจากมีรสขม โดยอะโวคาโดจะสุกหลังเก็บเกี่ยว

เมนูอาหารดีที่สามารถทำได้จากอะโวคาโดมีหลายเมนู เช่น รับประทานสดๆ โดยผ่าครึ่ง เอาเมล็ดออก ราดด้วยน้ำผึ้ง หรือหั่นเป็นลูกเต๋ารับประทานเป็นของหวานพร้อมกันกับนม ไอศกรีม เค้ก เป็นต้น นำมาปั่นเป็นสมูตตี้ร่วมกับผลอื่นๆ เพื่อดับกระหาย ช่วยให้ร่างกายสดชื่นผ่อนคลาย หรือนำมาปรุงอาหารแทนเนย รวมทั้งนำมาประกอบอาหารต่างๆ เช่น สลัดผักอะโวคาโด เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://sukkaphap-d.com/

18 สรรพคุณและประโยชน์ของแอปริคอต (Apricot)

Cr.Pic: http://www.foodtrients.com


แอปริคอต

 แอพริคอต หรือ แอปริคอต (Apricot) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Prunus armeniaca L.เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน และภายหลังได้แพร่ขยายไปยังประเทศอิตาลีและอังกฤษ โดยแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของแอปริคอตก็คือประเทศจีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ แอฟริกา

สรรพคุณของแอปริคอต

  1. แอปริคอตเป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ จึงเป็นผลไม้ที่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก
  2. การรับประทานแอปริคอตเป็นประจำจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย
  3. ใช้รับประทานเป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยในการฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยได้เร็วยิ่งขึ้น
  4. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันหวัด
  5. ช่วยรักษาระดับความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย (โพแทสเซียมและโซเดียม)
  6. แอปริคอตอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ และเมล็ดแอปริคอตมีวิตามินบี 17 (Amygdalin) ซึ่งเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง
  7. ช่วยป้องกันความเสื่อมทางสมอง (เมล็ดแอปริคอต)
  8. ช่วยรักษาภาวะโลหิตจาง และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง (แอปริคอตอบแห้ง)
  9. ช่วยบำรุงหัวใจ ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  10. ช่วยควบคุมความดันโลหิต
  11. ช่วยลดระดับไขมันเลวหรือ LDL
  12. ช่วยบรรเทาอาการของโรคหอบหืด วัณโรค และโรคหลอดลมอักเสบ
  13. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ชะละความเสื่อมของเลนส์ตา และช่วยป้องกันโรคต้อกระจก
  14. แอปริคอตอบแห้ง จะมีลักษณะเหนียวและมีคุณสมบัติช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง
  15.  ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก

Cr.Pic: https://medthai.com


ประโยชน์ของแอปริคอต

  1. แอปริคอตสดถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในสบู่ เจลขัดผิว หรือผงมาส์กพอกหน้า ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวและทำความสะอาดผิว
  2. สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย เช่น น้ำเชื่อม ฟรุตสลัด โยเกิร์ต แยม เบเกอรี่ เค้ก ไอศกรีม น้ำผลไม้ แอปริคอตอบแห้ง
  3. ทรีตเม้นต์แอปริคอตช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ด้วยการใช้เนื้อแอปริคอตสุกนำมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://medthai.com

น้ำมัน Argan Oil คืออะไร มีประโยชน์ต่อผิวพรรณอย่างไร

Cr.Pic: https://mahosot.com/


น้ำมันอาร์แกน (ภาษาอังกฤษ – Argan Oil) คือ น้ำมันบริสุทธิ์ ทรงคุณค่าของแท้จากโมร็อกโคเท่านั้น จากต้น Argania ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “Miracle Oil”

ซึ่งสามารถพบได้เฉพาะทางตะวันตกเฉียงใต้ ของประเทศโมร็อคโค ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ทนต่อความแห้งแล้ง และอุณหภูมิสูงมาก

ชาวโมร็อคโคจะใช้น้ำมัน Argan บำรุงผิว เพื่อให้ผิวหน้าเต่งตึง เนียนเรียบกระชับ ปรนนิบัติบำรุงผิว ผม และเล็บ

นอกจากนี้ Argan Oil ยังประกอบไปด้วยกรดไขมันและวิตามินที่สำคัญเป็นจำนวนมาก

ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบเสมือนการ “โบท็อกซ์” (แต่ยั่งยืนกว่า) ในสมัยปัจจุบันกันเลยทีเดียว

ผลิตภัณฑ์ Argan Oil ที่นำเข้ามาจากประเทศโมร็อกโก ซึ่งจะพบได้ในสปาดังๆ คุณภาพสูง ระดับ Luxury ขึ้นไป

Cr. Pic: http://www.secretsinbeauty.com/


Argan Oil จะมีสารประกอบสำคัญหลักๆ คือ

1. กรดไขมันไม่อิ่มตัว Essential fatty acid

Omega 3 (Linolenic acid) , Omega 6 (Linolenic acid), Omega 9 (Oleic acid), กรดไขมัน arachidonic acid และกรดไขมัน alpha linolenic acid

เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ผิวที่มีสุขภาพดี ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้นั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเจริญเติบโต และพัฒนาเซลล์ผิว

อีกทั้ง ยังมีคุณสมบัติเป็น Anti-inflammatory ลดการอักเสบของผิว และมีความสำคัญต่อความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติ

ฟื้นฟูเนื้อเยื้อของผิวหนัง ปกป้องเซลล์ต้นกำเนิดระดับหนังแท้ เสริมสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน

น้ำมัน Argan oil มีคุณสมบัติเป็น Non-Comedogenic ไม่อุดตันรูขุมขน ไม่ทำให้เกิดสิว แต่ทำให้รอยดำดูจางลง

น้ำมันเนื้อบางเบา ซึบซาบลงสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหน่ะ ทำให้ผิวแข็งแรงมีสุขภาพดี

2. วิตามินอี (Vitamin E)

Argan oil มีวิตามินอีสูงกว่าในน้ำมันมะกอกถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ Anti-Oxidant

และช่วยให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว ปกป้องผิวจากความแห้งกร้านและริ้วรอยบำรุงผิว ให้เนียนนุ่ม แลดูอ่อนเยาว์ ป้องกันมือและเล็บแห้งกร้าน

ทำให้ริมฝีปากชุ่มชื่นและมีชีวิตชีวา ลดรอยหมองคล้ำ เช่น ฝ้า กระ รอยด่างดำ

อีกทั้ง ยังมีคุณสมบัติในการปกป้อง และซ่อมแซมผิว จากอันตรายของแสงแดดได้อีกด้วย

3. Anti-Aging

ต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงมาก จึงป้องกันการเกิดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว

4. Sterols

ช่วยปกป้องผิวจากการรบกวนจากสิ่งแวดล้อม ที่อาจก่อให้เกิดอาการอักเสบของผิวเป็น skin barrier และ Anti-Inflamation

ป้องกันผิวแก่ก่อนวัย และเป็น Moisturizer ให้ความชุ่มชื้นกับผิว คืนความเปล่งปลั่ง ดูมีสุขภาพดี

5. Squalene

Argan oil มีส่วนผสมของ squalene ที่เข้มข้นถึง 310mg./100g. ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อต้านมะเร็งผิวหนังได้

6. Hair Conditioner

ด้วยส่วนประกอบที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และ Omega 9 จะช่วยเสริมสร้างให้เส้นผมแข็งแรง มีสุขภาพดี ซ่อมแซมเส้นผมเสีย แตกปลาย ให้ดูนุ่ม ชุ่มชื่น มีชีวิตชีวา

7. Moisturizer

ให้ความชุ่มชื้นกับผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอยที่หน้าท้องสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

วิธีใช้น้ำมัน Argan Oil เพื่อบำรุงผิว

1. สำหรับผม

ชโลมผมเพื่อบำรุง ให้ผมนุ่มลื่น ป้องกันและรักษาการแตกปลาย ในขณะผมเปียกหมาดๆ และเติมได้ตามต้องการขณะผมแห้ง เนื้อน้ำมันบริสุทธ์ บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ

2. สำหรับมือและเล็บ

ใช้บำรุงมือและเล็บได้บ่อยตามต้องการ ใช้แทนครีมบำรุงมือ เน้นการนวดบริเวณจมูกเล็บ เพื่อให้ผิวนุ่ม เล็บแข็งแรงไม่ฉีกง่าย

3. สำหรับผิวหน้า

ด้วยระดับวิตามินอีที่มากกว่าน้ำมันมะกอกถึง3เท่า เนื้อน้ำมันบางเบา ให้หยดน้ำมัน 2-3 ดรอปลงบนฝ่ามือ และนวดบำรุงเบาๆบนผิวหน้าที่เปียกชื้น

นวดจนน้ำมันซึมทั่วใบหน้าและลำคอ เนื้อน้ำมันจะซึมโดยเร็ว และไม่ทิ้งคราบเหนียว ช่วยลดริ้วรอยแห่งวัย ตีนกาดูตื้นขึ้น รอยสิว และรอยด่างดำดูจางลง

น้ำมัน Argan oil เป็นน้ำมันบริสุทธิ์ 100% (ไม่มีน้ำมันอย่างอื่นมาผสมให้เจือจาง) และเป็นแบบที่สกัดเย็น สกัดเพียงครั้งเดียว

และไม่ผสมสารปรุงแต่ง หรือสารกันเสียใดๆ จึงมีความปลอดภัยสูง ใช้ได้แม้ผิวแพ้ง่ายหรือคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ใช้ได้เช่นกัน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://mahosot.com/

Shea Butter รักษาปัญหาผิว ต้านโรค

Cr.Pic: https://www.greenpea5.com/


Shea Butter เป็นไขมันธรรมชาติที่สกัดจากเชียนัทหรือเมล็ดของต้นเชีย มีเนื้อสัมผัสเหนียวข้นคล้ายเนย ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศที่มีอากาศหนาวและแห้ง เพราะเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์คุณภาพสูงที่ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย ลดริ้วรอย และอาจแก้ปัญหาด้านผิวพรรณบางประการได้ เพราะอุดมด้วยสารในกลุ่มไขมันจากธรรมชาติ วิตามินอีบริสุทธิ์ วิตามินซี สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) สารไตรเทอร์พีน (Triterpene) และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอีกหลายชนิด

นอกจากนี้ Shea Butter ยังมีคุณสมบัติต้านการอับเสบ จึงมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในยารักษาโรคผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ แผลเป็น ผิวไหม้แดด สิว หรือโรคสะเก็ดเงิน บางคนอาจใช้ Shea Butter บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ขจัดรังแค ตลอดจนบรรเทาอาการจากโรคข้ออักเสบ โดยมีการศึกษาสรรพคุณที่กล่าวมาบางส่วนในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

บรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ ตามที่ทราบกันดีว่า Shea Butter เป็นมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ธรรมชาติที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และอุดมด้วยวิตามินบำรุงผิวหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และวิตามินอีที่ช่วยป้องกันผิวไม่ให้แห้งกร้าน จึงเชื่อว่า Shea Butter น่าจะใช้เป็นส่วนประกอบในยารักษาโรคผิวหนังอักเสบได้ ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งได้ทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมัน Shea Butter กับผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยให้ผู้ร่วมทดลองทาผิวหนังด้วยยาที่ประกอบด้วยน้ำมัน Shea Butter สารไดเมธิโคน วิตามินบี และสารอื่น ๆ วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ จากนั้นเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง ผลปรากฏว่าสุขภาพผิวโดยรวมและอาการทางผิวหนังของผู้ป่วยดีขึ้นในหลายด้าน เช่น การอักเสบและความแห้งกร้านของผิวหนัง ผิวหนังแตกเป็นแผล การนูนและแข็งของผิวหนัง อาการคัน และอาการอื่น ๆ จึงอาจใช้ Shea Butter เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบชนิดไม่รุนแรงได้ แต่ก็มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่นำ Shea Butter เพียงอย่างเดียวมาทดสอบประสิทธิภาพในด้านนี้ แต่กลับไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมต่อไปจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพราะการทดลองดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัด

ลดรอยแผลเป็น Shea Butter มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณแผลเป็นนุ่มลง และฟื้นฟูผิวจากรอยแผลเป็นได้ ด้วยเหตุนี้ Shea Butter จึงมักถูกใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและลดรอยแผล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในห้องทดลองงานหนึ่งที่ศึกษาประสิทธิภาพของ Shea Butter ร่วมกับน้ำมันชนิดอื่น และเปรียบเทียบกับยาไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) ที่เป็นยาใช้รักษาแผลเป็นคีลอยด์ เพื่อดูคุณสมบัติด้านการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์บริเวณแผลคีลอยด์ที่มักมีการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนขึ้นมามากผิดปกติ ผลพบว่าทั้ง Shea Butter และยาไตรแอมซิโนโลนช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์บริเวณคีลอยด์ได้เหมือนกัน แต่ Shea Butter ให้ประสิทธิผลในการลดจำนวนเซลล์ลงมากกว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวจึงอาจแสดงถึงความเป็นไปได้ในการนำ Shea Butter ไปพัฒนาเป็นยารักษาแผลเป็นได้

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลที่ปรากฏไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง Shea Butter กับยารักษาแผลเป็น และเป็นเพียงการทดลองในห้องปฏิบัติการเท่านั้น จึงอาจต้องศึกษาวิจัยถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ Shea Butter เพิ่มเติมโดยทดลองในมนุษย์ต่อไป

ป้องกันยุงกัด บางประเทศใช้ Shea Butter เป็นสมุนไพรไล่ยุงตามธรรมชาติ เพราะเชื่อกันว่ามีประสิทธิภาพป้องกันยุง ไม่ก่ออาการแพ้เหมือนสารเคมีไล่ยุงทั่วไป และอุดมไปด้วยอาหารบำรุงผิวหลายชนิดที่อาจลดอาการระคายเคืองจากยุงกัดได้ โดยการศึกษางานหนึ่งได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงชนิดน้ำมันสูตรที่มี Shea Butter เป็นส่วนประกอบกับสารละลายปิโตรเลียมเจลลี่ภาย พบว่าอัตราการถูกยุงกัดของสารทั้ง 2 ชนิดค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ระยะเวลาในการป้องกันยุงโดยเฉลี่ยของสูตรที่มี Shea Butter เป็นส่วนประกอบ สูงกว่ากลุ่มที่ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ จึงอาจนำ Shea Butter มาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงได้ ทว่ายังไม่มีการทดลองกับมนุษย์เพื่อยืนยันคุณสมบัติข้อนี้ และงานค้นคว้าดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยกับยุงเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้น จึงไม่อาจยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยได้อย่างแน่ชัดจนกว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมในอนาคต

โรคข้อเสื่อม สารสกัดจากต้นเชียและ Shea Butter มีส่วนประกอบของสารไตรเทอร์พีนที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งอาจชะลออาการของโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการอักเสบไม่ให้รุนแรงขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวได้ โดยยารักษาโรคข้อเสื่อมในปัจจุบันมักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลังการใช้ ทำให้มีการศึกษาทดลองใช้สารสกัดจากน้ำมันเมล็ดเชียกับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมและข้อสะโพกเสื่อมจำนวน 89 คน เป็นเวลา 15 สัปดาห์ พบว่าการอักเสบ การเสื่อมของกระดูกอ่อน และแนวโน้มการสร้างกระดูกใหม่ของผู้ป่วยลดลง ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวยังสอดคล้องกับงานวิจัยอีกงานที่ให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 33 คน ใช้สารสกัดจากน้ำมันเมล็ดเชียติดต่อกัน 16 สัปดาห์ ผลลัพธ์พบว่าผู้ป่วยเคลื่อนไหวเข่าได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีอาการปวดที่ลดลง จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ Shea Butter อาจนำไปพัฒนาเป็นยารักษาโรคข้อเสื่อมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ แต่ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มทดลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนนำไปใช้รักษาผู้ป่วยจริงต่อไป

Shea Butter กับสุขภาพผิวและเส้นผม

นอกจากความเป็นไปได้ในด้านต่าง ๆ ข้างต้น Shea Butter อาจมีคุณสมบัติดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมได้อีกด้วย แต่ผลการวิจัยในด้านนี้ค่อนข้างมีจำกัด และไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่เพียงพอยืนยันประสิทธิภาพดังกล่าว จึงควรระมัดระวังในการใช้ Shea Butter และคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพเป็นสำคัญ

ตัวอย่างการใช้ Shea Butter ในชีวิตประจำวัน และคำแนะนำบางส่วน ได้แก่

บรรเทาอาการผิวหนังอักเสบหลังการโกนขน หลังจากโกนขน เช็ดบริเวณนั้นให้แห้งด้วยผ้าขนหนูอย่างเบามือ และทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Shea Butter แต่ควรเลือกใช้สูตรที่ปราศจากแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิว

บำรุงผิวและลดริ้วรอยตามวัย คนนิยมนำ Shea Butter มาใช้เป็นครีมลดริ้วรอยและบำรุงผิวฉบับโฮมเมด โดยผสมน้ำมันอโวคาโด ¼ ถ้วยตวง น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ ไขผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันวิตามินอี ½ ช้อนชา และ Shea Butter 1 ช้อนชา จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปอุ่นให้ละลายจนเข้ากัน เทลงในขวดโหลที่มีฝาปิด และตั้งทิ้งไว้ให้เย็นจนส่วนผสมแข็งตัว ก็จะได้ครีมลดริ้วรอยจากธรรมชาติที่ปราศจากสารเคมี

ฟื้นฟูผิวไหม้แดด ผลิตภัณฑ์ประเภทมาส์กที่มีส่วนผสมจาก Shea Butter จะช่วยฟื้นฟูผิวจากการโดนแดดเผาได้ง่าย โดยใช้แผ่นมาส์กที่มีส่วนผสมจาก Shea Butter วางแปะทิ้งไว้บนผิวไหม้สักพักแล้วจึงลอกออก

ป้องกันผมร่วง ใช้น้ำมัน Shea Butter ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ นวดบริเวณหนังศีรษะเบา ๆ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้น้ำมันซึมลงสู่รากผมได้อย่างเต็มที่ พอครบกำหนดเวลาให้สระผมตามปกติ หรือนำน้ำมัน Shea Butter ไปผสมกับยาสระผมหรือครีมนวดผมที่ใช้ตามปกติในสัดส่วน 5 หยด ต่อยาสระผมหรือครีมนวดผม 30 มิลลิลิตร ก็ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะได้เช่นกัน

ใช้ Shea Butter อย่างไรให้ปลอดภัย ?

ทุกวันนี้ยังคงขาดหลักฐานสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของ Shea Butter อย่างชัดเจนในด้านการรักษาโรค ดังนั้น การรับประทานหรือใช้ Shea Butter ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยทางสุขภาพ และควรทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

คนทั่วไป การรับประทาน Shea Butter ตามปริมาณปกติจากอาหารค่อนข้างปลอดภัย แต่หากใช้ทาผิวหนังหรือส่วนอื่นภายนอกร่างกาย ควรใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

เด็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้หรือรับประทาน Shea Butter เสมอ เพราะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงปริมาณที่ปลอดภัยในการใช้ Shea Butter

Cr.Pic: https://www.pobpad.com


ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.pobpad.com/

15 สรรพคุณ…ประโยชน์ของชะเอมเทศ

Cr. Pic: https://www.samunpri.com/


ชะเอมเทศ” (Liquorice) เป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณและประโยชน์ในการดูแลและรักษาโรคได้หลากหลายชนิด จนเป็นที่ยอมรับในหลายๆ ประเทศ อย่างในประเทศจีนที่ยกให้ชะเอมเทศเป็นสุดยอดสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องการขับสารพิษในร่างกายได้เป็นอย่างดี หรือในประเทศญี่ปุ่นได้มีการศึกษาพบว่า รากของชะเอมเทศนั้นสามารถช่วยรักษาและบำรุงตับ ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกามีงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากรากชะเอมเทศมีสรรพคุณในการต้านแบคทีเรีย และในประเทศอังกฤษก็มีผลการวิจัยพบว่า ชะเอมเทศช่วยป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้

15 สรรพคุณชะเอมเทศ ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ชะเอมเทศมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะได้เป็นอย่างดี ด้วยคุณสมบัติชุ่มคอจึงช่วยบรรเทาอาการไอ อาการระคายเคืองคอ คนที่มีอาชีพต้องใช้เสียงเป็นประจำอย่างนักร้องหรือนักพูดจึงนิยมกินเพื่อช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ลำคอและกล่องเสียง

2. ประโยชน์ของชะเอมเทศช่วยเสริมเพิ่มพลัง ชะเอมเทศเป็นสมุนไพรที่เหมาะกับนักกีฬาหรือคนที่ต้องใช้แรงงาน เพราะมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง แก้อาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง บำรุงกำลัง และแก้อาการอ่อนเพลียจากการทำงานหนัก

3. ชะเอมเทศสามารถช่วยขจัดสารพิษต่างๆ ที่สะสมอยู่ในร่างกายให้น้อยลง โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงทำให้เป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้ในการขับสารพิษมากกว่าสมุนไพรชนิดอื่น

4. ชะเอมเทศมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร บรรเทาอาการอาหารเป็นพิษ ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และยังช่วยบำรุงม้ามให้ทำงานอย่างเป็นปกติ

5ชะเอมเทศแก้อาการกระหายน้ำ ร้อนใน ช่วยระบายความร้อนและขับพิษร้อนในร่างกายได้

6. ชะเอมเทศมีฤทธิ์ช่วยกล่อมประสาท ลดอาการเกร็ง และช่วยในการนอนหลับได้ดีขึ้น

7. สรรพคุณชะเอมเทศช่วยบำรุงตับ ช่วยรักษาและฟื้นฟูร่างกายจากโรคไวรัสตับอักเสบ และสามารถลดเอนไซม์ในตับ ทำให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. ชะเอมเทศช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกายดี บำรุงเลือด รักษาอาการเส้นเลือดขอด หลอดเลือดดำอุดตันและอักเสบได้

9. ชะเอมเทศมีสรรพคุณช่วยลดอาการปวด แก้อาการอักเสบคล้ายสารสเตอรอยด์ แต่ชะเอมเทศไม่มีผลข้างเคียงเหมือนสารสเตอรอยด์ จึงมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อช่วยลดอาการอักเสบ

10. ประโยชน์ของชะเอมเทศช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ เนื่องจากชะเอมเทศมีสารเคมีสำคัญอย่างกลีเซอไรซิน ไฟโตเอสโตรเจน ฟลาโวนอยด์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญที่จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง

11. ชะเอมเทศช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของฟันผุ รวมทั้งสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์และยับยั้งการอักเสบของผิว ทำให้จุดด่างดำ ฝ้า กระ บนใบหน้าลดลง จนได้รับการยอมรับในแวดวงความงาม

12. ชะเอมเทศมีสรรพคุณช่วยรักษาหืดหอบ รวมถึงอาการของโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี

13. ชะเอมเทศสามารถใช้เป็นยาภายนอก เพื่อรักษาอาการอักเสบบริเวณผิวหนังตามแขนและขาที่แตกเป็นขุย เป็นผื่นแดงหรือคัน บรรเทาอาการคันได้

14. รากของชะเอมเทศช่วยแก้อาการใจสั่นได้ อีกทั้งช่วยบำรุงหัสใจ

15. รากชะเอมเทศมีสรรพคุณขับเลือดเสียในช่องท้องได้

สรรพคุณและประโยชน์อันมากมายของชะเอมเทศขนาดนี้แล้ว คงจะเป็นแนวทางเลือกหนึ่งในการช่วยดูแลสุขภาพร่างกายของหลายๆ คนให้แข็งแรง หายจากโรคภัยต่างๆ หรือห่างไกลจากปัญหาสุขภาพได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นสมุนไพรที่ใช้แล้วปลอดภัยต่อผู้ใช้อีกด้วย

Cr. Pic: http://sukkaphap-d.com/


ขอบคุณข้อมูลจาก: http://sukkaphap-d.com

ประโยชน์ของนมแพะ นมเพื่อสุขภาพที่หลายคนอาจยังไม่รู้!

Cr. Pic: https://theeagleonline.com.ng/


ในปัจจุบัน นมแพะกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังไม่คุ้นเคยกับการดื่มนมแพะ โดยเฉพาะประเทศไทย นั่นเพราะคนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นชินกับการดื่มนมวัวมากกว่าและยังกังวลกับรสชาติ กลิ่นและคุณประโยชน์ของนมแพะ จึงทำให้ไม่กล้าลองของแปลกใหม่มากนัก แถมนมแพะก็มีราคาสูงมากอีกด้วย แต่รู้ไหมว่าคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากนมแพะมีดียิ่งกว่านมวัวซะอีก ซึ่งหากได้รู้ถึงประโยชน์และคุณค่าของนมแพะแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงอยากหันมาดื่มนมแพะกันมากขึ้นแน่นอน

ไขข้อข้องใจ นมแพะดีกว่านมวัวจริงหรือ?

หากเปรียบเทียบคุณประโยชน์ระหว่างนมวัวและนมแพะ สรุปได้ว่านมแพะดีกว่านมวัวจริงๆ นั่นก็เพราะว่านมแพะมีโปรตีนและไขมันที่ย่อยได้ง่ายกว่านมวัว จึงทำให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารและวิตามินที่มีอยู่ในน้ำนมไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและรวดเร็วกว่า แถมมีประสิทธิภาพมากกว่านมวัวอีกด้วย นอกจากนี้ในผู้ที่แพ้นมวัวก็สามารถดื่มนมแพะแทนได้เช่นกัน หรือในเด็กทารกที่น้ำนมแม่ไม่เพียงพอก็อาจทดแทนด้วยนมแพะได้ เพราะนมแพะมีความใกล้เคียงกับน้ำนมของแม่มากที่สุด

วิตามินที่มีประโยชน์ในนมแพะ

ในน้ำนมแพะมีวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากถึง 5 ชนิด ซึ่งจะช่วยบำรุงสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม โดยวิตามินที่พบในน้ำนมแพะได้แก่

1.วิตามินเอ

เป็นวิตามินที่จะช่วยบำรุงสายตา ป้องกันตาต้อกระจกและเพิ่มการทำงานของเซลล์ที่ดักจับเชื้อโรค จึงทำให้เชื้อโรคหลุดเข้าไปในร่างกายได้น้อยลง ส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง ปลอดจากอาการป่วยได้ดี

2.วิตามินซี

มีส่วนช่วยในการป้องกันไข้หวัด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและทำหน้าที่ในการกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายให้หมดไป

3.วิตามินอี

วิตามินที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับชั้นผิว จึงสามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ไม่ได้ทาครีมกันแดด แต่ได้รับวิตามินอีอย่างเพียงพอ ก็หมดกังวลเรื่องรังสียูวีได้เลย

4.วิตามินบี 6

วิตามินที่จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสร้างแอนติบอดี้ได้มากขึ้น จึงสามารถป้องกันเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ดีและลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

5.วิตามินดี

เป็นวิตามินที่ทำหน้าที่ในการเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ พร้อมเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

Cr.Pic: https://www.honestdocs.co/goat-milk-benefits


ประโยชน์ของการดื่มนมแพะ

นมแพะมีประโยชน์มากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง โดยเราได้รวบรวมประโยชน์จากนมแพะมาให้ได้ทราบกันดังนี้

  • นมแพะเป็นนมที่ทำให้เกิดการแพ้ได้น้อยกว่านมวัวถึง 3 เท่า จึงเหมาะสำหรับให้เด็กดื่มในกรณีที่ไม่สามารถดื่มนมแม่ได้ โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีอาการแพ้นมวัว นอกจากนี้นมแพะก็มีปริมาณน้ำตาลน้อยมาก จึงไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักที่อาจเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนอกจากจะเหมาะกับเด็กแล้ว ก็เหมาะกับผู้ใหญ่ที่ชอบดื่มนมเป็นประจำแต่ไม่อยากอ้วนอีกด้วย
  • โปรตีนที่อยู่ในนมแพะล้วนเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย จึงไม่ทำให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ซึ่งต่างจากนมวัวที่ส่วนใหญ่จะมีโปรตีนย่อยยากเป็นหลัก เมื่อดื่มมากๆ จึงอาจรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืดได้นั่นเอง
  • มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย จึงทำให้เซลล์เหล่านั้นสามารถกลับมาใช้งานได้ดีดังเดิมและอาจมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
  • สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ดี จึงลดความเสี่ยงภาวะไขมันอุดตันเส้นเลือดและทำให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี
  • ช่วยบำรุงสายตาและพัฒนาสมอง จึงเหมาะกับวัยเด็กที่กำลังมีพัฒนาการที่ดีและผู้ที่ต้องใช้สายตาในการทำงานเป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่หน้าจอคอมนานๆ
  • ดื่มได้มากตามต้องการโดยไม่ทำให้อ้วน แถมยังมีสารอาหารอย่างครบถ้วน

นมแพะเป็นนมที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารและคุณประโยชน์มากมาย แถมมีดีมากกว่านมวัวอีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่ต้องการดื่มนมเพื่อสุขภาพ นมแพะก็เป็นตัวเลือกทีดีไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามในบางคนอาจแพ้นมแพะได้ ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการดื่มน้อยๆ เพื่อสังเกตอาการความผิดปกติก่อน หากเกิดการแพ้จะได้รับมือได้ทันนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.honestdocs.co/

แตงกวา กับคุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกาย

แตงกวา กับคุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกาย


แตงกวา แท้จริงแล้วจัดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งบางคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นผัก โดยส่วนประกอบหลักของแตงกวากว่า 95% เป็นน้ำ ส่วนที่เหลือเป็นเส้นใยธรรมชาติ แร่ธาตุ วิตามิน และสารประกอบต่าง ๆ จึงเชื่อว่าการบริโภคแตงกวาอาจให้คุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย

แตงกวา (ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Cucumis Sativus) เป็นผลของไม้เลื้อยที่มีหลายพันธุ์ต่างกันตามถิ่นกำเนิด ไม่ได้มีแต่เพียงแตงสีเขียว รูปทรงรียาว บางสายพันธุ์ก็สั้น กลม มีเปลือกหนา ผิวขรุขระ สีเหลือง สีส้ม หรือสีขาวแตกต่างกันไป คนนิยมรับประทานแตงกวาทั้งแบบแตงกวาสด หรือนำไปปรุงสุกประกอบอาหารชนิดต่าง ๆ

นอกจากรสชาติและความฉ่ำน้ำน่ารับประทานของแตงกวาแล้ว สารอาหารต่าง ๆ ในแตงกวาอาจเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้ด้วย เช่น

  • เส้นใยอาหารแตงกวาเป็นแหล่งของเส้นใยอาหารที่อาจบำรุงระบบขับถ่าย และอาจช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีได้
  • สารพฤกษเคมีหรือไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytochemicals) เป็นสารตามธรรมชาติที่พบได้ในอาหารจำพวกพืชผักผลไม้ ซึ่งในแตงกวามีสารชนิดนี้ ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) คิวเคอร์บิทาซิน (Cucurbitacin) และลิกแนน (Lignan)
  • สารต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidants) เป็นสารที่เชื่อว่าอาจมีฤทธิ์ช่วยลดหรือกำจัดสารอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้ เช่น เบต้าแคโรทีน แมงกานีส
  • วิตามินในแตงกวาอุดมไปด้วยวิตามินต่าง ๆ ที่ให้พลังงานและเป็นประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย อย่างวิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี
  • แร่ธาตุแตงกวามีแร่ธาตุหลายชนิดที่อาจเป็นผลดีต่อสุขภาพผิวและระบบหมุนเวียนโลหิตได้ เช่น ซิลิกอน โพแทสเซียม และแมกนีเซียม เป็นต้น

แม้จะมีความเชื่อและสมมติฐานมากมายเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของแตงกวา แต่ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ในด้านประสิทธิผลต่อสุขภาพ การรักษา หรือกระทั่งการป้องกันโรคยังคงมีจำกัด และไม่สามารถยืนยันถึงประสิทธิภาพในด้านใดด้านหนึ่งได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้บริโภคควรระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการบริโภคหรือการใช้สารสกัดใด ๆ จากแตงกวา

ตัวอย่างการค้นคว้าประสิทธิผลของแตงกวาในด้านต่าง ๆ มีดังนี้

การป้องกันมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคร้ายที่เซลล์เกิดการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ และอาจลุกลามสร้างความเสียหายแก่เนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ในแตงกวามีสารพฤกษเคมีอย่างฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) คิวเคอร์บิทาซิน (Cucurbitacin) และลิกแนน (Lignan) ซึ่งเชื่อกันว่าสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านสารอนุมูลอิสระที่อาจก่อมะเร็งได้ จึงคาดว่าแตงกวาอาจมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันมะเร็งได้

แม้จะมีการศึกษาค้นคว้าภายในห้องปฏิบัติการ และพบว่าแตงกวาอาจมีประสิทธิผลต่อการป้องกันมะเร็งจากการทดลองกับสัตว์ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังคงไม่่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เพียงพอที่จะยืนยันประสิทธิภาพในด้านดังกล่าวต่อการบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งในคน จึงไม่อาจสรุปคุณประโยชน์ของแตงกวาในด้านนี้ได้ ควรมีการค้นคว้าทดลองเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบผลที่แน่ชัดและเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

คุณสมบัติต้านสารอนุมูลอิสระ

สารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) เป็นสารที่อาจรบกวนการทำงานของเซลล์ปกติในร่างกาย และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และโรคมะเร็งได้

ในแตงกวามีสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจมีฤทธิ์ช่วยลดหรือกำจัดสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นอันตรายต่อเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย จึงมีการทดลองที่ค้นคว้าประสิทธิผลในด้านนี้ โดยให้ผู้ทดลองรับประทานสารสกัดจากแตงกวา 30 วัน ก่อนเจาะเลือดเพื่อตรวจคุณสมบัติของแตงกวาในการต้านอนุมูลอิสระ โดยในตัวอย่างเลือดที่เก็บจากผู้ทดลองอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งมีสุขภาพดี แม้จะค้นพบประสิทธิภาพในการต้านสารอนุมูลอิสระของแตงกวา แต่งานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงการทดลองโดยดูคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระในห้องปฏิบัติการจากกลุ่มตัวอย่างบางกลุ่มอายุเท่านั้น ผลลัพธ์ที่ได้จึงอาจเป็นเพียงประสิทธิผลบางส่วนจากสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ทั่วไปในอาหารจำพวกพืชผัก และควรมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ต่อไป จนกว่าจะมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้อย่างแน่ชัด

การช่วยกระตุ้นให้เด็กรับประทานผักเพิ่มขึ้น

อาหารจำพวกพืชผักมักอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยอาหาร ซึ่งสำคัญต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายและช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเด็กเล็กที่ร่างกายกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต พ่อแม่ย่อมอยากให้ลูกมีพัฒนาการทางร่างกายที่ดีและมีสุขภาพดี แต่เด็กในวัยนี้อาจไม่ชื่นชอบการรับประทานผักมากเท่าที่ควร เนื่องจากพืชผักส่วนใหญ่ไม่ได้มีรสชาติหวานอร่อยน่ารับประทานเหมือนขนมหวาน พ่อแม่จึงอาจต้องใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ ในการกระตุ้นให้ลูกรับประทานผักมากขึ้นโดยเฉพาะแตงกวา มักเป็นตัวเลือกที่พ่อแม่นิยมใช้เป็นตัวช่วยอันดับต้น ๆ

แตงกวาเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ถูกนำไปทดลองในเด็กเล็กวัย 3-5 ปี จำนวน 61 คน ด้วยการให้เด็กรับประทานพืชผักผลไม้ที่หลากหลายเป็นของว่าง ร่วมกับผักผลไม้ชนิดอื่น ๆ อย่างพริกหวาน มะเขือเทศ แอปเปิ้ล ลูกพีช และสับปะรด ผลการทดลองพบว่า การนำเสนอพืชผักผลไม้อย่างหลากหลายเป็นมื้ออาหารว่างช่วยกระตุ้นให้เด็กก่อนวัยเรียนบริโภคผักผลไม้เพิ่มมากขึ้น และวิธีการนี้อาจเป็นทางเลือกหนึ่งให้พ่อแม่ผู้ปกครองนำไปประยุกต์ใช้กับบุตรหลานได้

อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้เป็นเพียงงานค้นคว้าขนาดเล็กที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นจูงใจให้เด็กเล็กบริโภคผักผลไม้เพิ่มมากขึ้น โดยทดลองร่วมกับผักผลไม้อื่น ๆ ด้วย จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับประสิทธิผลหรือคุณประโยชน์ของแตงกวาโดยตรง ดังนั้น จึงควรมีการค้นคว้าถึงประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ของแตงกวาให้ครอบคลุมชัดเจนยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป

ความปลอดภัย และปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคแตงกวา

  • เนื่องจากแตงกวามีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งอาจมีสารประกอบที่แตกต่างกันออกไป ในขณะนี้ จึงยังไม่มีข้อมูลชัดเจนด้านความปลอดภัยและปริมาณที่แนะนำให้รับประทาน/วัน ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรรับประทานแตงกวาในปริมาณที่พอดีตามมื้ออาหาร และไม่บริโภคแตงกวาเพื่อจุดประสงค์ทางการรักษาโรคหรืออาการป่วยใด ๆ จนกว่าจะมีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดในทางการแพทย์
  • ก่อนรับประทานแตงกวา ควรล้างทำความสะอาดและอาจปอกเปลือกออกก่อน เพื่อขจัดสารพิษตกค้างหรือสิ่งปนเปื้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • หากรับประทานแตงกวาฝานเป็นแผ่นประมาณครึ่งถ้วย จะให้พลังงานประมาณ 8 แคลอรี่ ซึ่งอาจได้รับวิตามินเคมากกว่า 10% ของปริมาณที่แนะนำ/วัน
  • แม้สารประกอบบางชนิดในแตงกวาที่นำไปใช้เพื่อบำรุงความงาม เช่น การบำรุงผิวพรรณ จะเคยถูกนำไปทดสอบว่ามีความปลอดภัยและไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ผู้บริโภคควรพิจารณาปัจจัยทางสุขภาพของตน และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรให้ดีก่อนเสมอ หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีส่วนผสมของแตงกวา นอกเหนือจากการรับประทานในรูปแบบอาหาร

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.pobpad.com/

น้ำมันรำข้าว ทานก็ได้บำรุงผิวก็ดี 6 สรรพคุณด้านความสวยความงาม

Cr. Pic: https://www.curejoy.com/content/benefits-of-rice-bran-oil-for-hair-and-skin/


น้ำมันรำข้าว ทานก็ได้บำรุงผิวก็ดี 6 สรรพคุณด้านความสวยความงาม

สาวๆ สายเฮลตี้หลายคนอาจคุ้นชินกับการใช้น้ำมันรำข้าวทำอาหาร เพราะอย่างที่รู้กันว่าน้ำมันชนิดนี้เป็นมิตรต่อสุขภาพสุดๆ แต่นอกจากน้ำมันรำข้าวจะมีประโยชน์ในแง่ของสุขภาพแล้ว สาวๆ  รู้ไหมว่าเรายังสามารถใช้น้ำมันดังกล่าวมาช่วยในแง่ของความสวยความงามได้อีกด้วยค่ะ เราลองมาดูพร้อมกันเลยค่ะว่าจะทำให้เราสวยขึ้นได้อย่างไรบ้าง

 

1.บำรุงเส้นผม

ด้วยความที่น้ำมันรำข้าวอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 6 และ 9 ทำให้มันช่วยเติมความชุ่มชื้น และบำรุงเส้นผมของสาวๆ ให้กลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง นอกจากนี้น้ำมันรำข้าวยังช่วยป้องกันการเกิดรังแค และลดการเกิดผมแตกปลาย สำหรับสาวๆ คนไหนอยากให้ผมยาวเร็วขึ้น ให้คุณใช้น้ำมันรำข้าวชโลมให้ทั่วศีรษะเลยค่ะ เพราะมันมีสารประกอบที่เรียกว่า อิโนซิทอล (Inositol) ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม อีกทั้งยังทำให้ต่อมรากผมแข็งแรง เห็นทีว่าสาวๆ ต้องหาซื้อมาติดบ้านไว้สักขวดแล้ว

2.กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม

นอกจากน้ำมันรำข้าวจะช่วยบำรุงเส้นผมของสาวๆ ให้มีสุขภาพดีแล้ว มันก็ยังช่วยให้ผมยาวอีกด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกรดเฟอรูลิก (Ferulic) และเอสเทอร์ (Ester) ที่พบได้ในน้ำมันรำข้าวนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น การใช้น้ำมันรำข้าวเป็นประจำยังช่วยลดการอักเสบที่เกิดบริเวณหนังศีรษะอีกด้วย

3.ป้องกันการเกิดผมสีเทา

สารแอนตี้ออกซิเด้นท์ และวิตามินอีที่พบได้ในน้ำมันรำข้าวไม่เพียงแต่ช่วยให้ผิวของคุณอ่อนเยาว์ขึ้นเท่านั้น แต่มันยังช่วยปกป้องเส้นผมไม่ให้เป็นสีเทาก่อนวัยอีกด้วย สำหรับวิธีการใช้คือ ให้คุณนำน้ำมันรำข้าวไปอุ่นให้ร้อนเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วศีรษะ หรือคุณจะผสมน้ำมันรำข้าวกับแชมพูแล้วค่อยสระผมก็ได้

4. ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์

สาวๆ ทราบไหมคะว่า น้ำมันรำข้าวสามารถช่วยต่อสู้กับสารอนุมูลอิสระที่ก่อตัวขึ้นในร่างกาย ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้นี่แหละค่ะที่เป็นต้นเหตุทำให้ผิวของเราแก่กว่าวัย และทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพ รวมถึงยังทำให้โรคร้ายตามมาก่อกวนเราอีกด้วย นอกจากนี้น้ำมันรำข้าวยังมีสารโอไรซานอล (Oryzanol) ที่สามารถช่วยเปลี่ยนผิวหมองคล้ำ หรือถูกทำลายให้กลับมาเปล่งปลั่ง และดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง

5.ช่วยฟื้นฟูผิว

ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) เป็นสารที่สามารถพบได้ในน้ำมันหลายชนิด แต่เราจะพบได้มากในน้ำมันรำข้าวค่ะ ซึ่งสารชนิดนี้มีคุณสมบัติต่อต้านการอักเสบ ทำให้มันช่วยปลอบปะโลม และฟื้นฟูผิวได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีการค้นพบว่าน้ำมันรำข้าวสามารถนำมาใช้รักษาปัญหาผิว เช่น โรคสะเก็ดเงิน และโรคผื่นผิวหนังอักเสบนอกจากนี้ยังมีหลายการศึกษาระบุว่าสารไฟโตสเตอรอลยังช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็ง และลดคอเลสเตอรอลอีกด้วย

6.เติมความชุ่มชื้นให้ผิว

น้ำมันรำข้าวถือเป็นสุดยอดมอยส์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติ ซึ่งสามารถซึมสู่ผิวได้อย่างง่ายดาย  เพราะน้ำมันรำข้าวมีวิตามินอี และกรดไขมันสูง ทำให้มันแทรกซึมเข้าไปในผิวได้แบบล้ำลึก และช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง  แม้ว่าสาวๆ จะมีผิวมัน แต่คุณก็สามารถใช้น้ำมันรำข้าวได้ค่ะ เพราะมันดูดซึมได้ง่าย และไม่ทำให้เกิดสิว แถมยังช่วยกำจัดสิวด้วยซ้ำ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://today.line.me

ที่มา : curejoy

สรรพคุณของ WITCH HAZEL ในเรื่องความสวยความงาม

Cr.Pic: https://demalin.com/witch-hazel/


สรรพคุณของ WITCH HAZEL ในเรื่องความสวยความงาม

วิชฮาเซล (Witch Hazel) เป็นพืชชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาใช้สกัดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อนำมาใช้เกี่ยวกับสุขภาพ และนอกจากนี้ วิชฮาเซลก็ยังนิยมนำมาใช้ในแง่ของความสวยความงามอีกด้วย ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมหลากประโยชน์ด้านความงามของวิชฮาเซลมาฝากสาวๆ ค่ะ รับรองว่าต้องถูกใจคนที่รักการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากธรรมชาติอย่างแน่นอน มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1.ใช้เช็ดเครื่องสำอาง

สำหรับใครที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอางที่ทั้งดีและราคาไม่แพง เราขอแนะนำวิชฮาเซลเลยค่ะ เพราะมันสามารถช่วยให้คุณกำจัดเครื่องสำอางบนใบหน้าออกได้อย่างง่ายดาย ทำให้ช่วยย่นเวลาทำความสะอาดใบหน้าได้มากทีเดียวค่ะ

2.กำจัดความมันบนใบหน้า

ปัญหาผิวหน้ามันถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตกที่หลายคนกำลังเผชิญ ทั้งนี้การใช้วิชฮาเซลสามารถช่วยคุณได้ค่ะ โดยมันจะช่วยกำจัดคราบเหงื่อ ความมัน หรือสิ่งสกปรกบนใบหน้า และทำให้การผลิตไขมันบนผิวหนังมีความสมดุล หากคุณใช้วันละ 1 ครั้งเป็นประจำ คุณจะทึ่งกับความเปลี่ยนแปลงของผิวที่เกิดขึ้นค่ะ

3.ใช้รักษาสิว

ด้วยความที่วิชฮาเซลมีสรรพคุณช่วยกำจัดความมันและสิ่งสกปรกบนใบหน้า ทำให้มันช่วยรักษาสิวไปด้วยในตัวค่ะ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าต้นเหตุของสิวนั้นเกิดจากการอุดตันของสิ่งสกปรก หรือความมันในรูขุมขน สาวๆ คนไหนที่อยากรักษาสิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากธรรมชาติ วิชฮาเซลถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ

4.กระชับรูขุมขน

เห็นด้วยไหมคะว่าใครๆ ก็อยากมีผิวหน้าทีเรียบเนียน เพราะมันสามารถช่วยให้ใบหน้าของคุณน่ามองมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี หากคุณมีรูขุมขนกว้าง และเสียเซลฟ์ทุกครั้งที่ส่องกระจก เราขอแนะนำให้คุณลองใช้วิชฮาเซลค่ะ เพราะการทาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นประจำสามารถช่วยทำให้รูขุมขนเล็กลงได้อย่างเหลือเชื่อ

5.กำจัดรังแค

ปัญหารังแคบนหนังศีรษะทำให้สาวๆ หลายคนเสียความมั่นใจได้มากทีเดียว ทั้งนี้ให้คุณลองใช้วิชฮาเซลทาเบาๆ ให้ทั่วหนังศีรษะ จากนั้นค่อยสระผมด้วยแชมพูและครีมนวดตามปกติ หรือจะใช้วิชฮาเซลล้างแชมพูออกจากศีรษะก็ได้ค่ะ

6.รักษารอยแตกลาย

ปัญหาผิวแตกลายถือเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่คนท้อง หรือคนที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วประสบ ทั้งนี้การกำจัดผิวแตกลายถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่มีหลายคนพบว่าการใช้วิชฮาเซลสามารถช่วยบรรเทาปัญหา รวมถึงป้องกันการเกิดผิวแตกลายได้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้นสาวๆ ลองหาซื้อมาใช้ดูค่ะ ไม่แน่ว่ามันอาจช่วยทำให้คุณกลับมามีผิวที่เรียบเนียนอีกครั้ง

7.ทำให้เส้นเลือดขอดจางลง

แม้ว่าเส้นเลือดขอดจะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่มันก็มีผลต่อความสวยงามและความมั่นใจค่ะ อย่างไรก็ดี วิชฮาเซลถูกยกให้เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเลือนเส้นเลือดขอดหรือเส้นเลือดฝอย ซึ่งบางคนพบว่า เพียงแค่คุณใช้สำลีก้อนที่จุ่มวิชฮาเซลทาบริเวณที่มีปัญหาวันละหลายครั้ง มันก็สามารถช่วยทำให้เส้นเลือดที่ปรากฏเด่นชัดดูจางลงได้ค่ะ

8.บรรเทาอาการบวมใต้ตา

สำหรับสาวๆ คนไหนที่อ่อนเพลีย เป็นภูมิแพ้ หรือผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก คุณมักจะตื่นมาพร้อมกับใต้ตาที่บวมเป่ง แต่นอกจากการใช้น้ำแข็งประคบแล้ว คุณยังสามารถนำวิชฮาเซลมาช่วยได้ค่ะ โดยให้คุณใช้สำลีก้อนจุ่มวิชฮาเซล จากนั้นก็นำมาวางใต้ตาแล้วหลับตาประมาณ 10 นาที คุณจะพบว่าอาการบวมหรือแดงหายไป

ขอบคุณที่มา: diyncrafts

ประโยชน์ของมันม่วงที่ทำให้เราต้องทานมันม่วง

Cr.Pic: http://lettucebehealthy.net/2013/12/09/forbidden-black-rice-with-sweet-potatoes-and-edamame/


มันสีม่วงหรือมันม่วงที่เรารู้จักกันนั้น มีมากมายถึง 12 ชนิด เป็นพืชหัวเกรียนที่มีการเติบโตแบบเลื้อยตามพื้นดิน ส่วนใหญ่นิยมปลูกเป็นพืชไร่ หัว เถาขิงมันสีม่วงจะนิยมนำมาต้มหรือเผา ให้คุณประโยชน์ที่มากมายของมันม่วงต่อสุขภาพ

ประโยชน์ของมันม่วง

1.ช่วยชะลอความแก่

มันม่วงมีสารเบต้าแคโรทีนมาก ช่วยชะลอริ้วรอย ช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย สาวๆ ที่รับประทานมันม่วงเป็นประจำ จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณเต่งตึง ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ผิวต่างๆ ได้ดี

2.ช่วยลดอาการท้องร่วง

ในมันม่วงมีสารแอนโทไซแอนยานิน ช่วยลดอาการท้องร่วงอันเกิดจากเชื้ออีโคไล รวมถึงคาร์โบไฮเดรตที่มีมากในมันเทศที่มีเนื้อสีม่วง จะไม่ก่อให้เกิดพิษร้ายแรงเหมือนคาร์โบไฮเดรตจากอาหารจำพวกแป้ง หรือไขมันอื่นๆ อีกด้วย

3.ช่วยลดเซลล์มะเร็ง

สารเบตาแคโรทีนที่มีในมันเทศสีต่างๆ เช่น มันเทศสีม่วง มันเทศสีส้ม ช่วยลดการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะการนำยอดมันมาปรุงเป็นอาหาร รวมถึงยังให้คุณประโยชน์ด้านคุณค่าอาหารมากมายอีกด้วย

4.ช่วยลดอัตราการเสี่ยงของโรคหัวใจ

การรับประทานมันเทศยังช่วยให้เลือดไม่จับตัวแข็ง ลดอัตราความเสี่ยงที่เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ ลดภาวะเลือดจับตัวกันเป็นก้อน โดยเฉพาะคนที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจได้ง่าย เช่น คนที่มีภาวะความเครียดสูง ทำงานหนัก เป็นต้น

5.ช่วยบำรุงสายตา

วิตามินเอ ในหัวมันม่วงช่วยบำรุงสายได้ดี โดยเฉพาะความเสื่อมของจอประสาทตาตามอายุและวัย ผู้ที่ใช้งานดวงตาหนักมากเกินไป ควรรับประทานมันม่วงเป็นประจำ

6.ทำให้ตับแข็งแรง

สารอาหารในมันม่วงช่วยให้ตับแข็งแรงเพราะมีสารกลูชิโนเลต ช่วยบำรุงตับ ต่อต้านสารพิษโดยการสร้างเอนไซม์เพิ่มภูมิป้องกันสารพิษจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน รวมถึงการล้างสารพิษออกจากตับได้เป็นอย่างดี

7.ป้องกันโรคต่างๆได้ดี

ในมันม่วงจะมีสารอาหารจำพวก สังกะสี แมงกานีส โพแทสเซียม ช่วยป้องกันโรคอื่นๆ ถือว่าเป็นเกราะและภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายเราได้เป็นอย่างดี

8.ช่วยควบคุมน้ำหนักได้

แม้จะเป็นอาหารประเภทที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง แต่ภายในเนื้อมันสีม่วงก็เต็มไปด้วยสารใยอาหารมากมาย ทานแล้วอิ่มง่าย โดยเฉพาะการทานแบบไม่ต้องนำไปกับเครื่องปรุงหรือนำไปมิกซ์เป็นเมนูอื่นๆ ยิ่งได้ประโยชน์มาก เพราะทานแล้วอิ่มง่าย สำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและควบคุมอาหาร

9.ลดอาการในสตรีก่อนมีประจำเดือน

ในช่วงก่อนจะมีประจำเดือนจะทำให้สาวๆ รับประทานอาหารในอัตราและปริมาณมากกว่าปกติ ในเนื้อมันม่วงจะมีวิตามินบี 6 และเต็มไปด้วยพลังงาน ทำให้ช่วยลดอาการอยากอาหารในช่วงมีประจำเดือนได้อีกด้วย


นอกจากนี้ มันม่วงยังเหมาะในการรักษาโรคบางโรค ซึ่งแพทย์จะเน้นในเรื่องของการเลือกรับประทานอาหารอย่างเช่น มันม่วง สำหรับคนที่เป็นโรคต่างๆ ดังนี้

1.บรรเทาอาการของโรคเบาหวานข้ออักเสบ

สำหรับคนที่มีอาการของโรคเบาหวาน แพทย์จะงดอาหารที่เสี่ยงต่อภาวะอาการของโรคที่เพิ่มขึ้น จะแนะนำให้รับประทานมันเทศหรือมันม่วงแทน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด เพื่อลดระดับของอินซูลิน เพราะมีรสชาติที่หวาน มันด้วยธรรมชาติ ไม่เสี่ยงต่อการตกค้างจนกลายเป็นสารพิษสะสมในร่างกาย

2.สำหรับคนที่เป็นถุงลมโป่งพอง

มีวิตามินเอ ช่วยในกลุ่มคนที่ชอบสูบบุหรี่ การรับประทานมันม่วงจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น เพราะในมันม่วงมีสารอาหารต่างๆ มากมายรวมถึงวิตามินเอ

3.ช่วยลดอาการติดเชื้อ

ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง และลดอาการติดเชื้อจากเชื้อโรคที่มองไม่เห็นได้เป็นอย่างดี

สลัดมันม่วง

Cr.Pic: http://thehangingspoon.com

Show Buttons
Hide Buttons