10 ประโยชน์จากหัวหอม ที่รู้แล้วต้องบอกต่อ !

Cr.Picshttps://www.sanook.com


การทานหอมหัวใหญ่เป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ เพราะหอมหัวใหญ่มีสารฟลาโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งไขมันไม่ให้เกาะ หรืออุดตันผนังหลอดเลือดภายในร่างกายได้ดี นอกจากนี้หัวหอมยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง…


1.นอนไม่หลับ

ใครที่มักมีปัยหานอนไม่หลับ ลองใช้กลิ่นจากหัวหอมแดงมาเป็นอโรมาอ่อนช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้นดูค่ะ เพียงแค่หั่นหอมแดงเป็นแผ่นบางๆ แล้วห่อด้วยผ้าบางๆ วางไว้ข้างหมอนหรือบนหัวเตียง กลิ่นอ่อนๆ ที่ระเหยออกมาจะช่วยให้ผ่อนคลายและหลับได้ดีขึ้นค่ะ

2.ช่วยรักษาแผล

คนสมัยก่อนเวลาที่ลูกหลานวิ่งเล่นหกล้ม เกิดแผลฟกช้ำ มักจะนำเอาหอมแดงมาหั่นเป็นแว่นๆ แล้วผสมกับน้ำมันมะพร้าวและเกลือ จากนั้นนำมาต้มให้เดือดและนำมาพอกบริเวณแผล แนะนำว่าก่อนพอกหัวหอมบนแผล ต้องล้างแผลให้สะอาดก่อน เพื่อป้องกันการอักเสบของแผลค่ะ

3.แก้สิว

สำหรับคนที่เป็นสิว จุดด่างดำบนใบหน้า ลองตัวช่วยที่หาได้จากในครัวอย่างหอมแดงดูค่ะ แค่หั่นหอมแดงเป็นแผ่นบางๆ ล้างหน้ให้สะอาดแล้วนำหอมแดงมาทาบริเวณใบหน้าที่มีปัญหา ทำเป็นประจำสิว จุดด่างดำจะค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ

4.ช่วยบำรุงสมอง

ในหอมแดงจะมีธาตุฟอตฟอรัสปริมาณสูง ซึ่งถ้าทานบ่อยๆ จะช่วยบำรุงสมองทำให้มีความจำดีค่ะ

5.ช่วยให้เจริญอาหาร

ใครทานข้าวไม่ค่อยได้ ทานอะไรก็ไม่อร่อย รู้สึกเบื่ออาหาร แนะนำให้หนึ่งเมนูบนโต๊ะอาหารควรมีเมนูที่ปรุงจากหัวหอมค่ะ จะใช้หอมแดง หรือหัวหอมใหญก็ได้ เช่น ไข่เจียวใส่หอมใหญ่  ยำวุ้นเส้นใส่หอมแดงมากหน่อย หรือซุปหัวหอม ฯลฯ อาหารที่ปรุงจากหัวหอมจะให้ในเรื่องกลิ่นที่ทำให้ร่างกายมีความอยากอาหารมากขึ้น และรสชาติของหัวหอมจะช่วยทำให้ทานข้าวได้อร่อยขึ้นด้วยค่ะ

6.ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

การทานหอมหัวใหญ่บ่อยๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง เพราะในหอมหัวใหญ่จะมีเคอร์ซิติน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์และต้านการอักเสบ รวมถึงป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อีกด้วย

7.ลดอาการคัดจมูกจากหวัด

เวลาเป็นหวัดมักหายใจไม่ค่อยสะดวก เพราะมีน้ำมูกมากทำให้อัดอัดหายใจไม่โล่งจมูก วิธีแก้แบบรุ่นคุณย่า คุณยาย คือ ให้นำหัวหอมแดงมาบุพอแตกแล้งห่อด้วยผ้าเช็ดหน้า พกใส่กระเป๋าเสื้อ หรือวางไว้ข้างๆ ที่นั่งทำงาน ฯลฯ กลิ่นของหอมแดงที่ระเหยขึ้นมาจะช่วยให้หายใจได้คล่องและโล่งจมูกมากขึ้นค่ะ

8.ช่วยไล่แมลงสาบ

บ้านไหนที่มีปัญหาเรื่องแมลงสาบ แนะนำให้หั่นหัวหอม(หอมแดงหรือหอมหัวใหญ่) เป็นแผ่นๆ แล้วนำไปวางไว้บริเวณที่มักมีแมลงสาบเข้ามา ในหัวหอมจะมีสารกำมะถัน ซึ่งทำให้มีกลิ่นฉุนที่สามารถช่วยไล่แมลงสาบได้ดีค่ะ

9.ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

หอมแดงมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การทานหอมแดงเป็นประจำ จะสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยให้เลือดในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก

10.ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหาร

เวลาทำเมนูปลานึ่ง ปลาเผา คุณแม่มักบุหัวหอมให้แตกแล้วยัดใส่ลงไปในตัวปลาด้วยเพื่อดับกลิ่นคาวปลา หรือเวลาต้มส้มแกงไก่ก็จะใส่หอมแดงหัวเล็กๆ ลงไปด้วย ช่วยลดกลิ่นคาวจากเนื้อไก่ ทำให้แกงมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://th.theasianparent.com

13 สรรพคุณ…ประโยชน์ของกุหลาบ มอบความงามที่มาพร้อมกับการมีสุขภาพดี

 

 

Cr.Pics: https://th.openrice.com


สิ่งที่ใช้สื่อถึงความรักของคนเรานั้นคงต้องมีดอกไม้สีสันสวยงามและมีกลิ่นหอมอย่าง “กุหลาบ” อยู่ในอันดับต้นๆ ที่เราจะนึกถึงแน่นอน และเจ้าดอกไม้ชนิดนี้ก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอีกด้วยนะ เพราะมีสารสำคัญที่สามารถใช้เป็นยาซึ่งมีสรรพคุณรักษาโรคได้หลากหลาย รวมทั้งมีผลดีต่อการดูแลผิวพรรณให้สวยงามอย่างมีสุขภาพดี

“กุหลาบ” ดอกหนามแหลม แต่สรรพคุณสุดแจ๋ว

ดังจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการนำดอกกุหลาบมาแปรรูปและสกัดเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ มากมาย เพราะกุหลาบมีน้ำมันที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น หรือเพื่อช่วยรักษาสิว เป็นต้น นอกจากนี้หากเอ่ยถึงน้ำมันหอมระเหยที่นิยมใช้เพื่อการบำบัดอารมณ์และจิตใจ ก็ต้องมีกลิ่นกุหลาบรวมอยู่ด้วยเสมอ เนื่องจากกุหลาบมีสรรพคุณที่ช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายจากความเครียดได้ง่าย รู้สึกสงบยิ่งขึ้น

13 สรรพคุณของกุหลาบ ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. กุหลาบมีวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย อาทิ วิตามินซี วิตามินบี วิตามินเค แคโรทีน แคลเซียม โพแทสเซียม ทองแดง หรือไอโอดีน ซึ่งจะมีมากในกลีบกุหลาบ ทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นระบบเลือด ระบบหัวใจ หรือระบบต่อมไร้ท่อ

2. สรรพคุณของกุหลาบนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ โดยกลิ่นของกุหลาบมีคุณสมบัติช่วยบำบัดอารมณ์ในทางลบ คลายความเครียดได้ดี ลดความวิตกกังวลหรือความเหนื่อยล้าทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยกลิ่นหอมๆ ของกุหลาบยังช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เลือดลมไหลเวียนดี และสมองมีการจดจำที่ดีขึ้น

3. น้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวและวิงเวียนได้ด้วย

4. กุหลาบมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย สมานแผลให้หายเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการของโรคผิวหนังต่างๆ ได้ดี

5. กุหลาบมีคุณสมบัติที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะการช่วยปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด หากมีอาการของผิวไหม้จากแดดเผาก็จะทุเลาลง เพราะมีเหล่าสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลายและในปริมาณมาก

6. กุหลาบมีสรรพคุณช่วยรักษาสิวอักเสบ ซึ่งมักจะเป็นมากในคนที่มีปัญหาของผิวมันและผิวแพ้ง่าย โดยจะทำให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียน ไร้สิว ผิวดูสดใสและมีสุขภาพดี นอกจากนี้มีบางคนใช้น้ำดอกกุหลาบมาแทนโทนเนอร์เพื่อทำความสะอาดผิวหน้าซึ่งจะทำให้ผิวไม่แห้ง

7. ประโยชน์ของกุหลาบช่วยบำรุงผิวพรรณของร่างกายให้ยังคงความชุ่มชื้ กักเก็บความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยออกจากผิวได้เร็ว ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดหรือมีสภาพผิวแบบไหน อย่างเช่นในผู้สูงอายุจะมีผิวแห้งเป็นส่วนใหญ่ก็ทำให้ผิวนุ่มเนียนน่าสัมผัสได้

8. กุหลาบมีประโยชน์ต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ช่วยยับยั้งการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ หากมีอาการของประจำเดือนมามากหรือไม่ปกติ ปวดท้องประจำเดือน ก็จะแก้ได้ด้วยการช่วยปรับฮอร์โมนให้เป็นปกติ และช่วยบำรุงมดลูกด้วย

9. กุหลาบสามารถทำเป็นชาสมุนไพรได้ ซึ่งให้ทั้งกลิ่นหอมและรสหวานละมุนแล้ว ยังมีประสิทธิภาพในการช่วยกระตุ้นให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง และมีสรรพคุณเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้หวัด รักษาอาการหลอดลมอักเสบ เป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่ดีและปลอดภัยต่อสุขภาพ

10. ากุหลาบมีฤทธิ์ในการช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ

11. ชากุหลาบมีสรรพคุณช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับความดันในเลือดอยู่ในระดับปกติ ป้องกันโรคอุดตันในเส้นเลือด

12. กุหลาบมีประโยชน์ในการลดอาการปวดของกล้ามเนื้อหรือปวดข้อให้ดีขึ้น โดยการนำน้ำดอกกุหลาบหรือน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบหยดผสมลงในน้ำเพื่อใช้อาบน้ำ และบางครั้งก็อาจทำเป็นสเปรย์น้ำดอกกุหลาบซึ่งเมื่อใช้ฉีดพ่นบริเวณที่ปวดก็จะช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

13. กุหลาบแห้งที่บดเป็นผงเราสามารถใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับในช่องปาก ทำให้ฟันและเหงือกแข็งแรง

 

คงได้เห็นกันอย่างชัดเจนแล้วว่า “กุหลาบ” ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ที่งดงามเท่านั้น แล้วกลิ่นหอมของมันก็ไม่ได้ทำได้เพียงให้ความหอมสดชื่นแก่คนเรา แต่กุหลาบมีประโยชน์ในการช่วยบำบัดโรค ที่สำคัญคือในกลีบกุหลาบสีสวยๆ ก็มีสรรพคุณใช้เป็นยาที่ทำให้สุขภาพดีพร้อมทั้งมอบความงามให้แก่ร่างกายของเราอีกด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://sukkaphap-d.com

10 ประโยชน์ถั่วลันเตา ลดน้ำตาลในเลือดได้อยู่หมัด

Cr.Pics: https://health.kapook.com


ถั่วลันเตา อีกหนึ่งอาหารจากธรรมชาติที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมานาน ซึ่งนอกจากจะรสชาติหวานกรอบอร่อยแล้ว ก็ยังมีคุณค่าทางอาหารอีกมากมายที่รอให้คุณสัมผัสกับประโยชน์ดี ๆ เพื่อสุขภาพ มาทำความรู้จักกับผักชนิดนี้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะตกหลุมรักเจ้าผักชนิดนี้จนรีบหามารับประทานกันอย่างด่วนจี๋เลย

ถั่วลันเตา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Peas, Garden Peas หรือ Green Peas มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pisum sativum L. เป็นพืชในตระกูลถั่ว (Legumes) สันนิษฐานว่ามีต้นกำเนิดมาจากแถบประเทศซีเรียและตุรกีในปัจจุบัน โดยมีการพบว่าเริ่มปลูกพืชชนิดนี้มาตั้งแต่ 8,000-9,500 ปีก่อน ชื่อของถั่วลันเตานั้นพ้องเสียงมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วที่เรียกถั่วชนิดนี้ว่า ห่อหลั่นตา ซึ่งมีความหมายว่า ถั่วจากฮอลแลนด์

ทั้งนี้ลักษณะโดยทั่วไปของถั่วลันเตาคือ เป็นไม้เลื้อย ลำต้นเล็กเป็นเหลี่ยม ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 1-4 คู่ ใบย่อยมีลักษณะเป็นรู้กึ่งวงกลม หรือเป็นรูปรี โคนใบกลม ปลายใบแหลม มีสีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ผสมตัวเอง ลักษณะเป็นแบบช่อกะจะ กลีบกลางสีขาวหรือขาวปนน้ำเงิน กลีบคู่ด้านข้างสีขาว หรือมีแต้มสีม่วงแดง กลีบคู่ล่างมีสีเดียวกัน โดยส่วนที่นิยมนำมาใช้ถือผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝักถั่ว ภายในฝักมีเมล็ดตั้งแต่ 3-10 เมล็ด สามารถนำมารับประทานได้ทั้งฝักเมื่อยังเป็นฝักอ่อน หรือจะนำเมล็ดแก่ออกจากฝักมารับประทานก็ได้ ถั่วลันเตาได้รับความนิยมสูงเนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยในเมล็ดถั่วลันเตา 100 กรัม มีคุณค่าทางอาหารดังนี้

– พลังงาน 84 กิโลแคลอรี
– น้ำ 77.87 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 15.63 กรัม
– โปรตีน 5.36 กรัม
– ไขมัน 0.22 กรัม
– ไฟเบอร์ 5.5 กรัม
– น้ำตาล 5.93 กรัม
– แคลเซียม 27 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 1.54 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 39 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัส 117 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 271 มิลลิกรัม
– โซเดียม 3 มิลลิกรัม
– สังกะสี 1.19 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 14.2 มิลลิกรัม
– ไนอะซิน 2.021 มิลลิกรัม
– ไธอะมิน 0.259 มิลลิกรัม
– ไรโบฟลาวิน 0.149 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 6 0.216 มิลลิกรัม
– โฟเลต 63 ไมโครกรัม
– วิตามินเอ 801 ยูนิด
– วิตามินอี 0.14 มิลลิกรัม
– วิตามินเค 25.9 ไมโครกรัม

 

Cr.Pics: https://health.kapook.com


ประโยชน์ของถั่วลันเตา ดีแบบเน้น ๆ เด่นบำรุงสุขภาพ

นอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ถั่วลันเตาเองก็ยังมีประโยชน์กับสุขภาพอีกมากมาย จึงทำให้ถั่วชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่มีดีอย่างครบถ้วนทั้งในด้านรสชาติที่หวานกรอบ และการบำรุงสุขภาพ ซึ่งประโยชน์ของถั่วลันเตามีดังนี้ค่ะ

1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ไม่ว่าจะเป็นสารฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ กรดฟีโนลิก และโพลีฟีนอล ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย ลดการอักเสบ อันเป็นสาเหตุของโรคภัยต่าง ๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย อีกทั้งยังมีวิตามินซี วิตามินอี และสังกะสีที่ดีต่อสุขภาพ

2. ช่วยลดน้ำหนัก

ขึ้นชื่อว่าถั่วแล้ว แน่นอนล่ะว่าถั่วลันเตาก็เป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่มีปริมาณโปรตีนสูง แถมยังมีไขมันต่ำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก อีกทั้งไฟเบอร์ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยทำให้อิ่มนานขึ้น ลืมไปได้เลยเรื่องหิวบ่อย

3. ลดคอเลสเตอรอล

ไนอะซิน (Niacin) ที่อยู่ในถั่วลันเตา มีส่วนสำคัญในการช่วยลดการสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์ และไขมัน VLDL ซึ่งเป็นไขมันที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ลำเลียงไตรกลีเซอไรด์จากตับไปยังอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ลดลง แต่ทำให้คอเลสเตรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น (HDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดอุดตันได้

 

Cr.Pics: https://health.kapook.com


4. แก้ท้องผูก

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถั่วลันเตาช่วยคุณได้ค่ะ เพราะเจ้าถั่วชนิดนี้มีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย และทำให้ระบบลำไส้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ

5. บำรุงหัวใจ

นอกจากช่วยลดคอเลสเตอรอล และป้องกันหลอดเลือดอุดตันแล้ว ลูทีน และไฟเบอร์ที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้อีกด้วย โดยจะเข้าไปป้องกันการก่อตัวของคราบพลักภายในผนังหลอดเลือดแดง ไม่เพียงเท่านั้นไธอะมีน โฟเลต ไรโบฟลาวิน ไนอะซิน และวิตามินบี 6 ยังช่วยลดระดับของโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจลง

6. ป้องกันมะเร็งในช่องท้อง

การศึกษาในประเทศเม็กซิโกพบว่า การรับประทานถั่วลันเตาเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งในช่องท้องได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า ภายในถั่วลันเตานั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า คูเมสทรอล (Coumestrol) อยู่สูงถึง 10 มิลลิกรัมต่อถั่วลันเตา 1 ถ้วย ซึ่งเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้จะเข้าไปป้องกันการออกซิเดชั่นที่ทำให้เกิดการอักเสบ และยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง

7. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ไฟเบอร์ที่อุดมอยู่ในถั่วลันเตา ทำให้เจ้าถั่วชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะไฟเบอร์เหล่านี้จะไปทำให้น้ำตาลถูกย่อยช้าลง อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังไปป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ที่สำคัญคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังเป็นมิตรกับสุขภาพ

8. บำรุงสายตา

ถ้าจะพูดถึงวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตาก็ต้องวิตามินเอ ซึ่งในถั่วลันเตาก็มีอยู่ไม่น้อย โดยในถั่วลันเตาเพียง 1/2 ถ้วย มีปริมาณวิตามินเอถึง 32% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน อีกทั้งยังมีลูทีน (Lutein) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องดวงตาจากภาวะต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม ช่วยให้ดวงตาของเรายังใสปิ๊งไปอีกนาน

9. บำรุงกระดูก

ถั่วลันเตามีวิตามินเคสูง เพียง 1 ถ้วยก็มีปริมาณวิตามินเคถึง 44% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ซึ่งเจ้าแร่ธาตุชนิดนี้นี่ล่ะค่ะ ที่จะเข้าไปช่วยเสริมสร้างกระดูก ช่วยให้กระดูกสะสมแคลเซียมได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี ที่มีสรรพคุณป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย

10. อุดมด้วยธาตุเหล็ก

สำหรับคนที่ต้องการเสริมธาตุเหล็ก ถั่วลันเตาก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการบำรุงสุขภาพ เพราะถั่วลันเตาครึ่งถ้วยมีธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม ซึ่งธาตุเหล็กนั้นเป็นสารอาหารสำคัญที่พบได้ในฮีโมโกลบิน โปรตีนสำคัญที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การรับประทานธาตุเหล็กอย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอและไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย

ข้อควรระวังในการรับประทานถั่วลันเตา

แม้ว่าถั่วลันเตาจะมีประโยชน์กับร่างกาย แต่เจ้าถั่วชนิดนี้ก็ยังมีข้อที่ควรระวัง โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคไต หรือโรคเกาต์ เพราะในถั่วลันเตานั้นมีสารพิวรีน (Purines) ซึ่งสารนี้เมื่อถูกแปรสภาพแล้วจะกลายเป็นกรดยูริก และกรดยูริกก็จะไปทำให้อาการโรคไต และโรคเกาต์กำเริบขึ้นได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน หรือรับประทานแต่น้อยจะดีที่สุด

  นอกจากอร่อยแล้ว ถั่วลันเตายังมีประโยชน์ดี ๆ มากมายขนาดนี้ รู้อย่างนี้แล้วถ้าอยากมีสุขภาพดีก็ลองให้ถั่วลันเตาเป็นหนึ่งในตัวเลือกเมนูอาหารของคุณวันนี้นะคะ รับรองว่าไม่มีทางผิดหวังแน่นอน 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://health.kapook.com
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กรมส่งเสริมการเกษตร
Encyclopedia of Life
whfoods.com
realfoodforlife.com
livestrong.com

โจโจบาออยล์ (Jojoba Seed Oil) สารสกัดจากพืช

Cr.Pics: http://hudabeauty.com


jojoba oil? โจโจบาออยล์คืออะไร 

Jojoba คือ สารสกัดจากเมล็ดของต้นโจโจบา ต้นโจโจบามีผลเป็นเมล็ดกลมๆ สีน้ำตาล เมื่อผ่าออกมาจะเห็นครีมคล้ายขี้ผึ้งอยู่ข้างใน ส่วนนี้เองที่นำมาใช้สกัดเป็นน้ำมันบริสุทธิ์สิ่งที่น่าสนใจก็คือไม่ใช่ “น้ำมัน” เสียทีเดียว แต่คือ wax ester ( ester คือ สารประกอบอินทรีย์เกิดจากปฏิกิริยาของกรดกับแอลกอฮอล์) ในบรรดาสารสกัดจากธรรมชาติทั้งหมด wax ester ชนิดนี้มีลักษณะคล้ายน้ำมันของผิวมนุษย์เราที่สุด ในทางทฤษฎีการทา jojoba oil ลงบนผิวจะสามารถ “หลอก” ผิวของเราให้คิดว่ามีน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวเพียงพอแล้ว จึงส่งผลผิวสร้างสมดุลในการผลิตน้ำมัน สรุปง่ายๆก็คือว่า jojoba oil จะไม่ก่อให้เกิดสิวดังนั้นเราสามารถนำมาใช้ได้อย่างไม่ต้องกลัว
Jojoba oil มีสารคุณสมบัติเป็น Collagen ชนิดเดียวกับผิว ช่วยขจัดน้ำมันบนใบหน้าและสิวเสี้ยน สามารถนำไปล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าได้ดีเยี่ยม และยังช่วยลดรอยแผลเป็นให้จางลงได้ ใช้บำรุงผิว ล้างเครื่องสำอาง และมีสารกันแดด spf = 4 ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายชนิดนำน้ำมันโจโจบามาเป็นส่วนผสมหลัก ไม่ว่าจะเป็น บอดี้ครีม บอดี้โลชั่น ลิปบาล์ม บาล์มบำรุงเล็บ เพราะน้ำมันโจโจบามีคุณสมบัติพิเศษคือ ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับออกซิเจนในอากาศ จึงไม่มีกลิ่นเหม็นหืน และยังช่วยบำรุงให้ผิวชุ่มชื่น ช่วยโอบอุ้มน้ำใต้ผิวเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันธรรมชาติให้ผิว จึงเหมาะที่จะนำไปผลิตเครื่องสำอางอย่างมาก


ประเภทของ Jojoba Oil

Jojoba Oil Golden

Jojoba Oil Golden คือ Jojoba Oil ที่สกัดแบบเพียวๆ คือไม่มีการตัดกลิ่นและสีออกจากตัวน้ำมันเลย ทำให้ Jojoba Oil แบบนี้จะมีความเข้มข้นสูง สีจะเป็นสีเหลืองทองเข้ม กลิ่นก็จะแรงกว่า และที่สำคัญ Jojoba Oil Golden นั้นจะมีวิตามินและกรดไขมันที่มากกว่า ซึ่งจะมีประโยชน์กับผิวของเรามากกว่า

Jojoba Oil Refined

Jojoba Oil Refined คือ Jojoba Oil ที่สกัดออกมาตรงข้ามกับ Jojoba Oil Golden คือ มันจะตัดกลิ่นและสีตามธรรมชาติของ Jojoba Oil ออกไปให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งทำให้ Jojoba Oil Refined นี้เหมาะกับการเอาไปผสมกับเครื่องสำอางหรือครีมต่างๆได้ดี เพราะไม่ทำให้สีและกลิ่นของผลิตภัณฑ์นั้นๆผิดเพี้ยนไปนั่นเอง และจากการที่มันถูกสกัดมากเกินไปก็ทำให้ Jojoba Oil Refined สูญเสียคุณสมบัติและประโยชน์บางอย่างของ Jojoba Oil ไป ซึ่งถ้ามองในเรื่องนี้ Jojoba Oil Refined เป็นรอง Jojoba Oil Golden แน่นอน

ประโยชน์ของโจโจ้บาออยล์ Jojoba Oil กับการบำรุงผิว 

  • ช่วยลดเลือนเนื้อลายและรอยเหี่ยวย่น ช่วยให้รอยแผลเป็นจางลง
  • ช่วยให้ผิวสามารถกักเก็บน้ำหล่อเลี้ยงได้ยาวนานขึ้น
  • ทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกและขจัดสิ่งสกปรกที่รูขุมขน จึงเหมาะสำหรับคนที่เป็นสิวและผิวหน้ามัน และปรับสภาพความเป็นกรดด่างบนผิวได้ดี
  • ปกป้องความชุ่มชื้นบนเส้นผมได้ดีเยี่ยม ให้ความรู้สึกไม่เหนอะหนะผิว กระจายตัวและดูดซึมได้ดีบนผิว
  • ไม่ระคายเคืองและเหมาะกับผิวแพ้ง่าย ในร่างกายคนเราสามารถผลิตน้ำมันที่มีลักษณะคล้ายโจโจ้บาได้เองตามธรรมชาติ แต่ปัจจัยที่ทำให้น้ำมันใต้ผิวลดลงขึ้นอยู่กับอายุ อากาศ สิ่งแวดล้อม มลภาวะ หรือแม้แต่ความเครียดก็มีส่วนทำให้น้ำมันใต้ผิวลดลงเราจึงต้องหาตัวช่วยที่ จะทำให้ผิวของเราชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา
  • เมื่อใช้ทาผิวจะช่วยให้ผิวเนียนนุ่มขึ้น เนื่องจากโจโจ้บามีวิตามินอีที่ช่วยรักษาความชุ่มชื่นให้กับผิว และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยได้อีกด้วย
  • โจโจ้บายังช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ช่วยขจัดรังแค ลดอาการคันศีรษะ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ในน้ำมันโจโจ้บา ยังมีแร่ธาตุทองแดง โครเมียม ไอโอดีน ซิลิคอน และสังกะสี นอกจากนั้นยังมีวิตามินอี และบีรวม ซึ่งล้วนแต่สำคัญสำหรับผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ ผู้หญิงในแถบเม็กซิโกนำน้ำมันที่สกัดจากโจโจบามาบำรุงเส้นผมไม่ให้แห้งเสีย

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://lyyonesse.blogspot.com/2016/07/jojoba-seed-oil.html

มิลค์ ทิสเซิล (Milk thistle)

Cr.Pics: https://selero.ru/th/hair-products/milk-thistle-dr-wistong-instructions-for-use.html


มิลค์ทิสเทิล (Milk Thistle)

Milk Thistle หรือ St Mary’s Thistle มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Silybum marianum (L.) Gaertn. เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และถูกนำไปแพร่หลายในยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ก้านและใบอ่อนนิยมใช้ทำสลัด ส่วนที่มีการนำมาใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคคือเมล็ด

มิลค์ ทิสเซิล (Milk thistle) ที่มาของชื่อมาจาก มิลค์ ที่แปลว่า น้ำนม เนื่องจากพืชชนิดนี้มียางสีขาวคล้ายน้ำนม และ ทิสเซิล ที่แปลว่า ไม้มีหนาม ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้เป็นไม้ดอกต้นเล็กๆ สีม่วง และมีหนาม เป็นพืชพื้นเมืองของยุโรป และแอฟริกา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Silybum marianum สารสำคัญที่พบคือ ซิลิมาริน(Silymarin) และซิลิบินิน(Silibinin) ซึ่งตั้งตามชื่อของต้นไม้

มิลค์ ทิสเซิล เป็นพืชสมุนไพรในเขตยุโรป ใช้รักษาโรคตับ ตั้งแต่ 2,000 ปีก่อน ช่วยปกป้องตับจากสารพิษ ทั้งพิษจากเห็ด และพิษงู จากหลักฐานทางคลินิกพบว่า สารสกัดจาก Milk Thistle ที่มีองค์ประกอบหลักเป็น Silymarin สามารถรักษาโรคตับอักเสบได้ โดยที่ Silymarin มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ในการป้องกันตับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  1. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
    1.1 Silybin และ Silydianin สามารถยับยั้งการสร้าง Superoxide และ Hydrogen peroxide ในเม็ดเลือดขาว
    1.2 Silybin ช่วยเสริมฤทธิ์ในการขจัดอนุมูลอิสระของเอ็นไซม์ Superoxide dismutase และ Glutathione peroxidase ในเม็ดเลือดแดง
  2. ทำงานร่วมกับวิตามินอี ในการกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในตับ
  3. เพิ่มปริมาณ Glutathione ซึ่ง Glutathione เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยขจัดสารพิษ
  4. ฤทธิ์ในการควบคุมการซึมผ่านของเซลล์เมมเบรน และเพิ่มความคงทนของเซลล์ต่อการบาดเจ็บจากภายนอก
  5. ฤทธิ์ในการเพิ่มการสังเคราะห์ Ribosomal RNA และ โปรตีน ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ โดยเฉพาะเซลล์ตับ (Regenerates liver cells)
  6. ฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ Silybin, Silychristin และ Silydianin สามารถยับยั้งการสร้าง Prostaglandins (ศึกษาในหลอดทดลอง)
  7. ฤทธิ์ในการปกป้องตับจากสารพิษ
  8. ต้านเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์
  9. มีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

พบว่าสารสกัดจาก Milk Thistle ที่มีสาร flavanolignans เป็นองค์ประกอบหลัก สามารถลดความเป็นพิษต่อเซลล์ของ Carbon tetrachloride และ Galactosamine (ศึกษาในหลอดทดลอง) นอกจากนี้การทดลองในสัตว์ยังพบว่า Silymarin และ Silybin ยังสามารถปกป้องตับจากการได้รับสาร Ethanol, Paracetamol, Lanthanides, FV3 virus, โลหะหนัก และ Thioacetamide

นอกจากนี้ Silymarin ยังสามารถใช้ในการป้องกันและรักษาในกรณีที่ได้รับเห็ดพิษบางชนิด เช่น Amanita phalloides โดยป้องกันไม่ให้สารพิษจากเห็ดจับกับเซลล์ตับ และป้องกันการแทรกซึมผ่านของสารพิษสู่เซลล์ตับ และยังพบว่า Silymarin สามารถป้องกันตับถูกทำลายจากเชื้อ Plasmodium berghei ได้

Milk Thistle ช่วยให้ตับมีสมรรถภาพที่ดีขึ้นในโรคของตับต่อไปนี้

  1. โรคตับอักเสบ (Hepatitis) ทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง
  2. โรคตับแข็ง (Cirrhosis)
  3. โรคไขมันสะสมในเนื้อตับ (Fatty Liver Disease)
  4. ช่วยล้างสารพิษในตับ ป้องกันตับเสื่อม เนื่องจากสารพิษ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.greenclinic.in.th/milkthistle.html

Stem Cell Apple สเต็มเซลล์ แอปเปิ้ล ดีอย่างไร?

Cr.Pics: http://www.nicheskin.com/


Stem Cell Apple เซรั่มสูตรเข้มข้น ได้แนวคิดจากการรักษาผิวหน้าให้ขาวใสและเรียบเนียนด้วยแสงเลเซอร์ โดยเซรั่มเลียนแบบวิธีการทำงานของเลเซอร์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นจนจบ และบำรุงลึกอย่างถาวรในระยะยาว แต่ตัดผลข้างเคียง ที่เป็นข้อเสียจากการทำเลเซอร์ออกทั้งหมด เพื่อให้ได้ประสิทธิ ภาพสูงสุด เหมาะกับทุกสภาพผิวโดยเฉพาะผู้ที่ผิวหน้าแพ้ง่าย โดยเริ่มตั้งแต่ผลัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำออกอย่างเป็นธรรมชาติ เผยผิวใสด้วยการกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่ ปรับผิวให้เรียบเนียนและลดการหมุนเวียนน้ำมันใต้ชั้นผิวช่วยให้ผิวหน้าแลดูละเอียด เรียบเนียน เปล่งปลั่ง ลดการเกิดฮอร์โมน Alpha MSH-Melanocyte Stimulating Hormone (อัลฟ่า เอมเอสเอช) และ Tyrosinase (เอนไซม์ ไทโรซิเนส) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกระบวนการสร้างเม็ดสี เพื่อให้ผิวขาวกระจ่างใส สีผิวสม่ำเสมอ อมชมพู ฟื้นฟูสภาพผิวให้แข็งแรง รูขุมขนแลดูกระชับ เนียนเรียบ น่าสัมผัส เพราะเซลล์ผิวได้รับการบำรุงจากภายใน เผยผิวที่แลดูอ่อนกว่าวัยด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ โดยวัตถุดิบธรรมชาติ

Stem Cell Apple เผยผิวใสด้วย 4 ขั้นตอนการทำงาน

1. ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน: Alpha Lipoic

สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ธรรมชาติที่ถูกขนานนามว่าเป็น “Universal Antioxidant” เพราะสามารถละลายได้ทั้งในน้ำ และในไขมัน เนื่องจากเซลล์ผิว ประกอบด้วยน้ำและไขมัน สารต้านอนุมูลอิสระบางชนิด เช่น วิตามิน ซี (Vitamin C) ที่ละลายได้เฉพาะในน้ำ หรือ วิตามิน อี (Vitamin E) ที่ละลายได้เฉพาะในไขมัน Alpha Lipoic ยังสามารถชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว (Glycoxidation) ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยก่อนวัยและสามารถปกป้องผิวจากการถูกทำลา และเร่งกระบวนผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมแล้ว ให้ผลัดออกเพื่อเผยผิวใหม่ที่กระจ่างใส

2. กระตุ้นเซลล์ผิวใหม่: Phyto ESC (Apple Stem Cells)

สารสกัดที่ได้จากแอปเปิ้ลพันธุ์หายาก (Swiss Apple) ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นการสกัดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงจึงกลายเป็น Stem Cells จากพืชที่ปลอดภัย เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ความเครียด รวมถึงมลภาวะต่างๆ ส่งผลให้สเตมเซลล์ในเซลล์ผิวหนังลดลงตามธรรมชาติแต่ Phyto ESC จะช่วยคงสภาพ (Epigenetic) และยืดอายุ (Metabolites) สเตมเซลล์ในเซลล์ผิวหนังจาการถูกทำลายจากมลภาวะต่างๆ รวมถึงซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรงอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทำให้เซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่มีความแข็งแรง และยืดหยุ่น

3. ปรับผิวหน้าให้ละเอียด เรียบเนียน: Enantia Chlorantha Extract and Oleanolic Acid

สารสกัดจากธรรมชาติที่ได้จากพืชพื้นเมืองของแอฟริกา (Enantia Chlorantha) และสารสกัดที่ได้จากต้นมะกอก (Oleanolic Acid) ซึ่งช่วยลดการแบ่งตัวที่ผิดปกติในชั้นหนังกำพร้า ทำให้การผลัดเซลล์ และการเคลื่อนย้ายเซลล์ไปที่ผิวหนังชั้นนอกได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ได้ผิวที่ละเอียด เรียบเนียน อีกทั้ง ยังช่วยลดการหมุนเวียนของน้ำมันใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าแลดูสุขภาพดี ไม่มันเงา และลดโอกาสการเกิดสิวอุดตันบนใบหน้า

4. ปรับสีผิวให้ขาว กระจ่างใส: Acerola Cherry

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ซึ่งให้วิตามินซีสูง ทำหน้าที่เป็นสารช่วยยับยั้งการสร้างสารอนุมูลอิสระ และอยู่ในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซึม และนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีสามารถซ่อมแซม ป้องกันการเสื่อมตัวและขจัดโมเลกุลของเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย อีกทั้งยังช่วยลดกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanocyte) โดยยับยั้งการผลิตเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผิวที่หมองคล้ำ ทำให้ผิว ขาว กระจ่างใส ป้องกันการเกิด ฝ้า กระ และ จุดด่างดําและยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุเกลือซึ่งกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวอมชมพูและคงความชุ่มชื้นของผิว คุณประโยชน์อื่นนอกเหนือการทำงาน 4 ขั้นตอนแบบเลเซอร์ ที่เน้นการแก้ปัญหาผิวที่ต้นขั้วของปัญหาแบบยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://mahosot.com

สารสกัดจากต้นตะบองเพชรอเมริกัน (OPUNTIA STREPTACANTHA STEM EXTRACT)

Cr. Pics: http://www.tipdisease.com


เมื่อก่อนชาวอินเดียนอเมริกัน นำตะบองเพชรมาฝานให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วมาส์กบนผิวหน้า เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันแสงแดด ในสารสกัดจากตะบองเพชร อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น โปรตีน แร่ธาตุ เซลลูโลส วิตามีเอและวิตามินซีและมีสาร Anti- oxidant ที่ชื่อว่า Betanin & Indicaxanthin ที่ช่วยบำรุงผิวและต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพดอกไม้ของมันมีโพลีแซคคาไรด์เป็นส่วนประกออบหลักซึ่งทำหน้าที่เป็นสารที่ให้ความชุ่มชื้น  นอกจากนี้เมล็ดของมันสามารถสกัดเป็นน้ำมัน ที่มีไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยเติมน้ำให้กับผิว และยังสามารถช่วยบำรุงและซ่อมแซมเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดี

นอกจากนี้เซรั่มที่ผ่านกระบวนการหมักจากแคคตัส ประกอบไปด้วยสารที่เป็นประโยชน์ต่อผิว ได้แก่  SOD  Flavonoids และโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้นและกระจ่างใสขึ้น  เซรั่มจากแคคตัสนี้พิเศษกว่าสารสกัดแคคตัสรูปแบบดาธรรมดา เนื่องจากนำไปผ่านกระบวนการหมักก่อน จึงทำให้ขนาดโมเลกุลเล็กลง มีผลทำให้ประสิทธิภาพการซึมผ่านสู่ผิวเร็วขึ้น

คุณสมบัติพิเศษสารสกัดจากต้นตะบองเพชรอเมริกัน
  1. ช่วยบรรเทาผิวจากการระคายเคือง
  2. ฟื้นฟูผิวและปกป้องผิว ให้ชุ่มชื่น มีสุขภาพ
  3. ให้ความชุ่มชื่นผิวลึกและยาวนาน
  4. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
  5. ช่วยลดการเกิดริ้วรอยและป้องกันการเกิดริ้วรอยในอ่อนเยาว์
กลไกการทำงานของกระบองเพชรช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมัน
  • ยับยั้งการสร้างไขมัน ลดความอยากอาหาร อิ่มนาน ไม่หิวบ่อย สารสกัดจากกระบองเพชร (Cactus Extract) กระบองเพชรเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดแถบทะเลทราย ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้สร้างไขมัน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายนำไขมันสะสมมาเผาผลาญได้ดีขึ้น และยังอุดมด้วยเส้นใยคุณภาพสูง ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด อุ้มน้ำได้ดี จึงช่วยลดความอยากอาหาร ช่วยให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ ป้องกันโรคริดสีดวง
  • ดักจับไขมัน ล้างพิษขจัดของเสีย ไคโตซาน (Chitosan) สารสกัดจากเปลือกสัตว์ทะเลกุ้งและปูให้สารสกัด ไคโตซาน ซึ่งมีประจุเป็นบวก ช่วย ดักจับไขมัน ที่มีประจุเป็นลบ ในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะในกระเพาะอาหาร ที่มีสภาพเป็นกรด ป้องกันการดูดซึมของไขมันส่วนเกินจึงมีผลลดและควบคุมน้ำหนักได้ และยังช่วยล้างพิษของลำไส้ และจากการศึกษา การรับประทานไคโตซาน วันละ 1,350 มก.ต่อวัน ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 80 ราย พบว่า เพียง 4 สัปดาห์ ระดับไขมันและของเสียในเลือดลดลง อย่างมีนัยสำคัญ 
  • เร่งการเผาผลาญน้ำตาลลดการสะสมไขมัน สารสกัดจากผลส้มแขก (Garcinia Cambogia Extract ) สารสกัดจากผลส้มแขกให้สารสกัด ชื่อ Hydroxy citric acid (HCA) จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่เปลี่ยนน้ำตาลไห้เป็นไขมัน ดังนั้น จึงช่วยลดการสะสมของไขมัน และยังช่วยให้อิ่มเร็ว รับประทานอาหารตามได้น้อยอีกด้วย 
  • ช่วยให้อิ่มเร็ว ช่วยระบาย ป้องกันริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ไซเลียม ฮัชค์ ( Psyllium husks) เส้นใยจากพืชธรรมชาติ มีลักษณะพิเศษพองตัวเหมือนเมือก ทำให้ช่วยดูดซับไขมันที่มาพร้อมอาหาร อุจจาระมีลักษณะลื่น ขับถ่ายสะดวก สารสกัดจากผลแอปเปิล (Apple Extract) สารสกัดจากแอปเปิล อุดมด้วยเส้นใยคุณภาพ ช่วยลดความอยากอาหาร ชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ลดการสะสมไขมันใหม่ เซลลูโลส(Cellulose) เส้นใยจากพืชธรรมชาติ ช่วยดูดซับไขมัน โคเลสเตอรอลพร้อมขับถ่ายออกจากร่างกาย พร้อมยังช่วยให้อิ่มเร็ว ไม่หิวบ่อย เอะคาเซียกัม (Acacia gum) เส้นใยชนิดพิเศษ ช่วยอุ้มน้ำเพิ่มปริมาณกากใยในกระเพาะช่วยทำให้อิ่มเร็ว ช่วยเรื่องระบบการขับถ่าย ป้องกันโรคริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ซ่อมแซมลำไส้ ต้านอนุมูลอิสระ เร่งการเผาผลาญ ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ในระบบทางเดินอาหาร บำรุงผิวให้สวยสดใส ต้านแก่ก่อนวัย วิตามิน ซี วิตามิน บี 6 (Vitamin C , Vitamin B 6) เร่งระบบการเผาผลาญของร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและเสริมผิวให้แข็งแรง บำรุงระบบประสาท สารสกัดจากมะขามป้อม (Emblic Extract) อุดมด้วยวิตามิน ซี สูง ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ต่อต้านริ้วรอย และยังมีฤทธิ์ช่วยระบายอ่อนๆ โอลิโกฟรุกโตส (Oligofrutose) เส้นใย “พรีไบโอติก ” เป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยเสริมการทำงานของลำไส้ ให้ทำงานปกติ เพื่อการขับถ่ายที่เป็นปกติ

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.zeninnovation.co.th/blog/extract/27003

20 ประโยชน์ของเปลือกกล้วย ช่วยได้สารพัด

Cr. Pics: http://www.thaiticketmajor.com


ประโยชน์ของเปลือกกล้วย บอกเขาไปให้ดังเลยว่าเปลือกกล้วยประโยชน์ครอบจักรวาล

เปลือกกล้วยมีประโยชน์นับไม่ถ้วนมาก ๆ ตั้งแต่ประโยชน์ด้านสุขภาพ ความสวยความงาม หรืองานบ้าน ความเป็นกล้วยก็กวาดเรียบ เพียบไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย

สมานแผล

สารในเปลือกกล้วยที่เป็นจุดเด่นมาก ๆ คือมีทั้งเอนไซม์ สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นได้ แค่เพียงนำเปลือกกล้วยไปล้างยางออกให้หมด แล้วค่อยนำมาถูรอบ ๆ ปากแผล โดยเฉพาะรอยแผลจากการเกา อาการคัน และเชื้อรา

ลบรอยสิว

เปลือกกล้วยช่วยรักษารอยสิวได้ด้วยนะจ๊ะ โดยแค่นำด้านในของเปลือกกล้วยมามาสก์หน้าบริเวณที่มีรอยสิว ทิ้งไว้สักพักให้ความชุ่มชื้นของเปลือกกล้วยซึมซาบสู่ผิวหนัง ให้โพแทสเซียม รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับรอยสิวสักพัก จากนั้นจึงใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ

ขัดฟันขาว

ใครฟันเหลือง ๆ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ เปลือกกล้วยช่วยคืนฟันขาวสะอาดใสให้คุณได้ค่ะ โดยนำเปลือกกล้วย (ด้านใน) ที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ มาขัดถูบนฟันนานประมาณ 2 นาที ทำแบบนี้ประมาณ 2 ครั้งต่อวัน เดี๋ยวก็เห็นผล

ขัดผิวขาวใส 

งานขัดผิวให้ขาวเปลือกกล้วยก็จัดให้ได้ โดยคนอยากผิวขาว  ก่อนอาบน้ำให้จัดเปลือกกล้วยมาสครับผิวเช้า-เย็น ทำเป็นประจำ สักพักจะเห็นว่าผิวเริ่มใส ขาวขึ้นอย่างช้า ๆ

เปลือกกล้วยพอกหน้า ลดริ้วรอย

สาว ๆ หนุ่ม ๆ ที่เริ่มมีริ้วรอยเกิดขึ้นบนใบหน้า อย่ารอช้า รีบนำเปลือกกล้วยมาพอกหน้าประมาณ 30 นาที จากนั้นก็ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด หรือจะพอกหน้าด้วยเปลือกกล้วยทิ้งไว้ข้ามคืนเลยก็ได้ รู้นะว่าอยากเห็นผลไว ๆ

คืนความชุ่มชื้นให้ใบหน้า

อย่างที่บอกว่าเปลือกกล้วยด้านในชุ่มน้ำพอสมควร ฉะนั้นหากรู้สึกว่าผิวหน้าแห้ง ก็นำเปลือกกล้วยมาพอกเพิ่มความชุ่มชื้นก่อนเข้านอนได้เลย

ตาบวม ๆ เปลือกกล้วยช่วยได้

นอกจากแตงกวาแล้ว ก็ยังมีเปลือกกล้วยอีกอย่างที่ช่วยลดอาการตาบวมตุ่ยได้ โดยประคบดวงตาด้วยเปลือกกล้วยทิ้งไว้สัก 5-10 นาที ให้ความชุ่มชื้นจากเปลือกกล้วยช่วยจัดการปัญหาตาบวมไปให้หมด

Cr. Pics: https://variety.topvalue.com


แก้ยุงกัด

น้ำตาลในเปลือกกล้วยสามารถลดอาการบวมของตุ่มคันจากยุงกัดได้ด้วย โดยแค่ใช้เปลือกกล้วยด้านในถูลงไปตรงบริเวณผิวที่โดนยุงกัด แล้วคลึงเบา ๆ ทิ้งไว้สักพัก อาการบวมแดงก็จะหายไป หรือไม่ว่าจะถูกแมลงอะไรกัดต่อย เปลือกกล้วยก็ช่วยลดอาการบวม แดง คันได้

ฆ่าเชื้อ

เปลือกกล้วยก็มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อเหมือนกันค่ะ สามารถรักษาแผลที่ถูกมีดบาดได้ โดยนำเปลือกกล้วยมาตัดเป็นชิ้นแล้วคว่ำส่วนสีขาวปิดลงบนแผล แล้วใช้ผ้าก๊อซปิดทับอีกที ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมงค่อยมาเปลี่ยนเปลือกกล้วยเป็นชิ้นใหม่ ปิดแบบนี้ไว้สักพักแล้วแผลจะค่อย ๆ หายไปเอง

เปลือกกล้วยแก้ส้นเท้าแตก

อย่างที่เห็นว่าเปลือกกล้วยด้านในจะมีลักษณะลื่น ๆ ความลื่นของเปลือกกล้วยนี่แหละค่ะที่เมื่อนำมาถูบริเวณส้นเท้าที่แห้งกร้าน ทิ้งไว้สัก 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำให้ผิวบริเวณส้นเท้านุ่มขึ้น ทำประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง พร้อมกับทาครีมบำรุงตามไปด้วย ก็หมดปัญหาเรื่องส้นเท้าแตกแล้ว

บรรเทาปวด

นำเปลือกกล้วยไปอังไฟ แล้วเอามาประคบร้อนบริเวณที่ปวดเมื่อย จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

กินลดความอ้วน

นี่ไม่ได้โม้นะว่าเปลือกกล้วยช่วยลดความอ้วนได้ แต่จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเปลือกกล้วยมีทั้งไฟเบอร์ วิตามินบี 6 บี 12 คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามิน A และลูติน จึงช่วยกระตุ้นการเบิร์นไขมันให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งสารอาหารแน่นขนาดนี้ก็ทำให้เราอิ่มอยู่ท้องได้นาน แค่เพียงนำเปลือกกล้วยล้างสะอาดไปปั่นเป็นสมูทตี้ดื่มปกติเท่านั้นเอง

หมักเนื้อย่างให้นุ่ม

ขณะย่างเนื้อในกระทะให้นำเปลือกกล้วยที่ล้างจนสะอาดลงไปคลุกเคล้าด้วยสักพัก ความชุ่มชื้นจากเปลือกกล้วยจะช่วยให้เนื้อย่างมีความนุ่มน่ากินมากขึ้น

กำจัดเพลี้ย

กลิ่นของเปลือกกล้วยรบกวนโสตประสาทของเพลี้ยได้ดีมาก ๆ ฉะนั้นหากสวน ไร่ นา ของใครมีปัญหาเพลี้ย ให้นำเปลือกกล้วยไปโรยทิ้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้ทั่ว แค่นี้ศัตรูพืชอย่างเพลี้ยก็จะไม่มากวนใจ

แก้เสี้ยนตำ

เสี้ยนเล็ก ๆ ที่ตำมือตำเท้า เอาออกง่าย ๆ ด้วยการนำเปลือกกล้วยไปพอกที่ปลายเสี้ยนไว้สักพัก เอนไซม์ในเปลือกกล้วยจะค่อย ๆ คลายความแน่นของเสี้ยนที่ตำออกมา จนในที่สุดเราจะดึงเสี้ยนออกได้ง่าย ๆ และเจ็บน้อยกว่าที่เคย


ขอบคุณข้อมูลจาก: https://hilight.kapook.com/view/132450

สรรพคุณและประโยชน์ของข้าวโอ๊ต 30 ข้อ

Cr. Pics: https://medthai.com


ข้าวโอ๊ต ชื่อวิทยาศาสตร์ Avena sativa L. จัดอยู่ในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE)

ลักษณะของข้าวโอ๊ต

เดิมทีแล้วข้าวโอ๊ตเป็นเพียงต้นหญ้าที่ขึ้นแทรกในนาข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ จึงถูกเก็บเกี่ยวมาด้วยและใช้กินเป็นธัญพืช เมื่อพื้นที่ข้าวสาลีมีความอุดมสมบูรณ์ ข้าวโอ๊ตจึงถูกใช้เป็นอาหารสัตว์ ยกเว้นในดินแดนที่ยากจนและทุรกันดารแถบยุโรปตอนเหนือเท่านั้นที่ยังใช้เป็นอาหารของคน ข้าวโอ๊ตปลูกกันมากเฉพาะในเขตยุโรปตอนเหนือที่อากาศค่อนข้างหนาวและมีแสงแดดน้อย โดยเฉพาะเยอรมันตอนเหนือ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และรัสเซีย

ประโยชน์ของข้าวโอ๊ต

  1. ฝรั่งหรือชาวตะวันตกยังคงกินข้าวโอ๊ตอย่างสม่ำเสมอมาเนิ่นนานนับพันปี เพราะข้าวโอ๊ตเป็นอาหารหลักที่กินทั้งเมล็ดได้ และจัดเป็นธัญพืชที่สำคัญอันดับต้น ๆ รองจากข้าวสาลี การกินข้าวโอ๊ตนั้นไม่ลำบาก เพราะไม่ต้องบดจนเป็นผงแป้งเหมือนข้าวสาลี ข้าวโอ๊ตที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารส่วนใหญ่จะเป็น flakes หรือ rolled oats ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติพิเศษที่ให้พลังงานสูง จึงตอบสนองความจำเป็นของคนในเขตหนาวในสมัยก่อน ซึ่งต้องต่อสู้กับความยากลำบากของภูมิอากาศและธรรมชาติ ปัจจุบันกิตติศัพท์เสริมพละกำลังของข้าวโอ๊ตก็ยังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
  2. ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีโปรตีนสูงที่สุดและมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้อยู่ถึง 6 ชนิด แป้งในข้าวโอ๊ตเป็นแป้งที่ย่อยง่ายมาก เพราะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยในการย่อย มีไขมันสูงสุดถึง 7% โดยเกือบทั้งหมดจะเป็นไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อน นอกจากนี้ยังมีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และไฟเบอร์ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ไฟโตเคมิคอล สังกะสี วิตามินซี สารยับยั้งโปรทีเอส กรดนิโคทินิก เป็นต้น
  3. ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด โดยคุณค่าทางโภชนาการของข้าวโอ๊ต ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 389 กิโลแคลอรี, โปรตีน 16.89 กรัม, ไขมัน 6.90 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 66.27 กรัม, ไฟเบอร์ 10.6 กรัม, น้ำ 8.22 กรัม, วิตามินบี1 0.763 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.139 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 0.961 มิลลิกรัม, วิตามินบี6 0.119 มิลลิกรัม, วิตามินบี9 56 ไมโครกรัม, วิตามินซี 0 มิลลิกรัม, แคลเซียม 54 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 4.72 มิลลิกรัม, แมกนีเซียม 177 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 523 มิลลิกรัม, โพแทสเซียม 429 มิลลิกรัม, โซเดียม 2 มิลลิกรัม, สังกะสี 3.97 มิลลิกรัม (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
  4. การนำข้าวโอ๊ตมาใช้ประโยชน์มีรูปแบบต่าง ๆ ข้าวโอ๊ตทั้งเมล็ด อบ ตากแห้ง ทับให้แบนเป็นโรลโอ๊ตที่เห็นวางขายทั่วไป สามารถนำมากินผสมกับนมได้เลย หรือจะนำไปผสมทำมูสลี่ เอาไปใส่ขนมอบต่าง ๆ ทำคุกกี้ มัฟฟิน ขนมปัง ครัมเบิลใส่ลูกเบอร์รี บิสกิตต่าง ๆ ได้หมด หรือนำมาประยุกต์เอาไปทำข้าวโอ๊ตต้มใส่หมูสับก็ได้เช่นกัน หรือนำข้าวโอ๊ตไปเข้าไมโครเวฟ บดให้นุ่ม ต้มทำข้าวต้มหรือโจ๊กก็อร่อยไปอีกแบบ ส่วนโอ๊ตมิล คือ ข้าวโอ๊ตที่บดหยาบในระดับหนึ่ง เป็นอาหารข้าวยอดนิยมของชาวอังกฤษที่เติมนม น้ำตาลเล็กน้อยให้พอหอมหวาน เด็ก ๆ ชอบกินกัน ส่วนชาวสกอตเอาไปทำแฮกกิสหรือเครื่องในต้มทำซุปให้ข้นเหนียวก็ได้ แต่ถ้าเป็นโอ๊ตแผ่นที่บางลงมาอีกก็นำไปทำขนมกรุบกรอบ ขนมปัง แพนเค้ก โรยหน้าเข้าไป หรือใช้โรยหน้าในผักสลัดก็ได้ เบียร์ต้นตำรับดั้งเดิมของชาวสกอตแลนด์ก็หมักจากข้าวโอ๊ตผสมกับสมุนไพรต้นเวิร์ต (Wort) ซึ่งมีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว และเมื่อเวลาผ่านไป เครื่องดื่มข้าวโอ๊ตผสมกับนม ใส่น้ำตาลชนิดแช่เย็น ก็นิยมนำมาดื่มแก้ร้อนดับกระหาย จนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในแถบลาตินอเมริกา ซึ่งอาจเป็นเพราะข้าวโอ๊ตมีกลิ่นหอมที่เข้ากันดีกับนมและเนยก็เป็นได้
  5. ข้าวโอ๊ตช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย นักวิจัยจากประเทศอิตาลีได้พบว่า เบต้า-กลูแคนที่มีอยู่ในข้าวโอ๊ต สามารถช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายในการต่อสู้กับแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส และปรสิตได้เป็นอย่างดี
  6. ข้าวโอ๊ตช่วยลดความโลหิต หากต้องการลดความดันโลหิต คุณควรรับประทานข้าวโอ๊ต 75 กรัม หรือประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ แต่ที่ง่ายกว่าก็คือ ให้รับประทานข้าวโอ๊ตต้ม (ชามขนาดกลางถึงขนาดใหญ่) ทุกวัน เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพให้ใช้ข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 30 กรัม สำหรับข้าวโอ๊ตต้มชามขนาดกลาง
  7. ข้าวโอ๊ตช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ : เป็นที่ทราบกันว่าชาวมังสวิรัติจะมีอัตราการตายด้วยโรคหัวใจต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่กินผักจะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่กินเนื้อ เพราะชาวมังสวิรัติจะกินอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือข้าวโอ๊ตนั่นเอง ส่วนคนที่เป็นโรคหัวใจ การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์สูงอย่างข้าวโอ๊ต จะทำให้การกำเริบของโรคลดน้อยลง
  8. ข้าวโอ๊ตกับการช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ มีงานวิจัยที่พบว่า ข้าวโอ๊ตสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิต และควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ข้าวโอ๊ตจึงเป็นธัญพืชที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้เป็นอย่างดี โดยชาวนาข้าวโอ๊ตในเนเธอร์แลนด์ที่กินข้าวโอ๊ตถึงวันละ 5 ชาม จะเป็นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงต่ำกว่าคนทั่วไป
  9. ข้าวโอ๊ตช่วยป้องกันโรคเบาหวาน นายแพทย์เจมส์ แอนเดอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร ผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับไฟเบอร์มานานนับสิบปี ได้ให้คำแนะนำว่า การกินอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์อย่างข้าวโอ๊ตจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
  10. ข้าวโอ๊ตช่วยลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลได้ : การกินข้าวโอ๊ตให้ได้วันละ 3 กรัม จะช่วยลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลได้ แต่ควรกินอย่างน้อย 0.75 กรัม ต่อการกิน 1 ครั้ง ถ้าไม่รู้ว่าควรกินในปริมาณเท่าใด ก็ให้ลองคิดเองว่า ในข้าวโอ๊ต 100 กรัม จะให้พลังงาน 390 กิโลแคลอรี, คาร์โบไฮเดรต 66 กรัม, ไขมัน 7 กรัม, โปรตีน 17 กรัม, วิตามินบี5 1.3 กรัม, ธาตุเหล็ก 5 มิลลิกรัม, แมกนีเซียม 177 มิลลิกรัม และไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ 4 กรัม โดยนายแพทย์เจมส์ แอนเดอร์สัน ได้ทำการทดลองกับตัวเอง โดยเขาได้วัดระดับคอเลสเตอรอลของตนซึ่งสูงถึง 300 จากนั้นเขาก็ได้ระดมกินรำข้าวโอ๊ตเป็นส่วนใหญ่ และในเวลาเพียง 5 สัปดาห์ ระดับคอเลสเตอรอลของเขาลดลงเหลือเพียง 175 โดยวิธีกินรำข้าวโอ๊ตของหมอเจมส์ก็คือ กินวันละ 180 กรัม หรือประมาณหนึ่งถ้วยตวงในตอนเช้าทุกวัน และต่อมาเพื่อแนะนำให้ผู้ป่วยของเขากินรำข้าวโอ๊ตได้ง่ายขึ้น เขาจึงได้พัฒนาเป็นสูตรมัฟฟินที่มีรสชาติอร่อยขึ้นเพื่อกินกับเครื่องดื่มยามเช้า แล้วนำมาให้คนไข้หลายร้อยคนของเขากิน และได้พบว่า ระดับคอเลสเตอรอลของคนไข้ลดลงโดยเฉลี่ย 20% แม้ในรายที่ไม่ยอมลดไขมันในอาหารเลยก็ตาม
  11. ข้าวโอ๊ตกับการช่วยควบคุมน้ำหนัก : ข้าวโอ๊ตมีเส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำสูง มีแคลอรีต่ำ กากใยนี้เมื่อกินเข้าไปจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำ ที่ช่วยดูดซับน้ำเมื่ออาหารตกผ่านลงไปในท้อง จึงช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว เมื่อเริ่มต้นกระบวนการย่อยในลำไส้ ข้าวโอ๊ตจะช่วยในการดูดซึมอาหาร กากใยที่มีอยู่จะก่อตัวเป็นเจล แล้วจะค่อย ๆ ซึมซับคาร์โบไฮเดรต รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และมีโปรตีนที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน (ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีโปรตีนสูงที่สุด มีค่าใกล้เคียงกับถั่วเหลือง และไม่น้อยไปกว่าเนื้อสัตว์ นม ไข่) เมื่อกินข้าวโอ๊ตเข้าไป ร่างกายจึงได้ทั้งคุณค่าและกากใยที่ทำหน้าที่ที่ดีต่อร่างกาย ทำให้อิ่มเร็ว และไม่อ้วน
  12. ข้าวโอ๊ตช่วยขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย : ไฟเบอร์จากข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยดูดซับของเสียในลำไส้ จึงช่วยขับของเสียและพิษออกจากร่างกายได้ดีมาก โดยกากใยอาหารที่หลงเหลือจะทำให้มีปริมาณของอุจจาระมากขึ้น แถมยังช่วยดูดซับน้ำไว้ในตัวอีก โดยเฉพาะรำข้าวโอ๊ตที่สามารถดูดน้ำเข้าไปในตัวได้ถึงหลายสิบเท่า ดังนั้น ไฟเบอร์ที่หลงเหลือในทางเดินอาหารจึงไปกระตุ้นให้อยากถ่ายเร็ว ทำให้ของเสียทั้งหลายถูกขับออกมาจากร่างกาย
  13. ข้าวโอ๊ตช่วยในการขับถ่าย ป้องกันท้องผูก : ข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน ที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น และยังทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำเล็ก ๆ ที่ช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลในลำไส้เล็กและขับออกจากร่างกาย
  14. ข้าวโอ๊ตไม่มีกลูเตน (Gluten) : สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนที่มีอยู่ในข้าวสาลี คุณสามารถหันมากินข้าวโอ๊ตแทนได้อย่างสบายใจ
  15. ข้าวโอ๊ตช่วยเพิ่มพลังงานก่อนออกกำลังกาย : มีคำแนะนำว่า ให้กินข้าวโอ๊ตก่อนการออกกำลังประมาณ 2 ชั่วโมง เพียงเท่านี้เราก็จะได้พลังงานเอาไว้ใช้ในการออกกำลังกายได้เพิ่มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว เพราะข้าวโอ๊ตเป็นอาหารที่ย่อยง่าย จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารและนำสารอาหารเหล่านั้นมาเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว
  16. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและอาการเหนื่อยล้า : ด้วยการนำข้าวโอ๊ต 2 ถ้วย นม 1 ถ้วย และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมลงไปในอ่างอาบน้ำ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราไปในตัวอีกด้วย
  17. ใช้รักษาแผลจากโรคอีสุกอีใสหรือรอยแผลไหม้จากแสงแดด : ให้นำเมล็ดข้าวโอ๊ตมาบด หรือใช้แป้งข้าวโอ๊ตที่ร้อนจนเหลือเฉพาะผงแป้งร่วน ๆ มาเทรวมกันในผ้าสะอาด จากนั้นให้นำห่อผ้าดังกล่าวไปมัดกับก๊อกน้ำจนเหลือเฉพาะผงแป้งร่วน ๆ มาเทรวมกันในผ้าสะอาด แล้วนำห่อผ้าไปมัดกับก๊อกน้ำของอ่างอาบน้ำให้แน่น เสร็จแล้วก็เปิดน้ำให้ไหลผ่านห่อผ้าออกมา ในระหว่างนี้ให้เราใช้มือบีบห่อผ้าไปพร้อมกันด้วย แล้วลงไปแช่ในน้ำสักพัก แต่ถ้าไม่มีอ่างอาบน้ำก็ให้นำห่อข้าวโอ๊ตมาชุบน้ำ แล้วนำมาประคบลงบนบริเวณที่เป็นก็ได้
  18. ใช้รักษาปัญหาผิวทั่วไป : ด้วยการนำข้าวโอ๊ตมาทำเป็นสครับขัดผิวหรือสบู่ข้าวโอ๊ต โดยให้ใช้ข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะนำมาบดให้เป็นผง ผสมด้วยเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยน้ำ (ให้พอที่ทำให้ส่วนผสมข้นเหนียวพอประมาณ) จากนั้นนำมาทาลงบนผิวตามต้องการทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออก
  19. ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาอ่อนเยาว์ เปล่งปลั่ง และเนียนนุ่ม : ด้วยการนำข้าวโอ๊ตประมาณ 3/4 ถ้วยตวง นำมาปั่นรวมกับน้ำเปล่าประมาณ 3 นาที แล้วใช้น้ำผึ้งกับโยเกิร์ตอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ และไข่ขาวตามลงไป ผสมส่วนผสมทั้งหมดจนเข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าหรือผิวบาง ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตยังถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ เช่น แชมพู โลชั่น สบู่ ฯลฯ เนื่องจากข้าวโอ๊ตมีวิตามินอีสูง ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื่นของผิวได้เป็นอย่างดี
  20. ช่วยกำจัดสิวบนใบหน้า : สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิว ให้นำข้าวโอ๊ตมาผสมกับนมหรือข้าวโอ๊ตบดที่คุณนำมารับประทานเป็นอาหารเช้า วางทิ้งไว้จนส่วนผสมเริ่มมีอุณหภูมิปกติ จากนั้นนำส่วนผสมดังกล่าวมาพอกบริเวณที่เป็นสิวประมาณ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก ในระหว่างนี้ข้าวโอ๊ตก็จะช่วยดูดซับไขมันพร้อมกับแบคทีเรีย และผิวหนังที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวออกไป และหากนำมาผสมกับน้ำมันทีทรีออยล์ (Tea Tree Oil) กับน้ำผึ้งไปด้วยก็จะช่วยรักษาปัญหาสิวได้ดียิ่งขึ้น
  21. ใช้รักษาผิวหนังของสัตว์เลี้ยง : สำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีอาการคันผิวหนัง นั่งเกาไม่หยุด ก็ให้นำข้าวโอ๊ตมาผสมกับน้ำอุ่น ในอัตราส่วนอย่างละเท่า ๆ กัน แล้วนำไปทาบนผิวหนังของสัตว์เลี้ยง (ใช้อะลูมิเนียมฟอยล์ห่อทับไว้เล็กน้อย) ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก
  22. ใช้ดับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ : กลิ่นอับในตู้เย็นและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำ ข้าวโอ๊ตสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่ใส่กล่องข้าวโอ๊ตเปิดฝาทิ้งไว้ในตู้เย็น ในห้องน้ำ หรือจุดต่าง ๆ ที่ต้องการกำจัดกลิ่น เพียงเท่านี้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็จะหมดไป นอกจากนี้หากที่เขี่ยบุหรี่เริ่มมีกลิ่นแปลก ๆ ก็ให้ลองผสมข้าวโอ๊ตแห้งลงไป ซึ่งข้าวโอ๊ตจะช่วยดูดกลิ่นบุหรี่ได้เป็นอย่างดี
  23. ใช้ทำเป็นของเล่นเด็ก : ข้าวโอ๊ตที่เด็ก ๆ กินเหลือ เมื่อปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนก็จะเริ่มแข็งตัว ให้ลองนำมาผสมกันโดยใช้ข้าวโอ๊ต 2 ส่วน ต่อแป้งและน้ำอีกอย่างละ 1 ส่วน แล้วเติมสีผสมอาหารลงไปเล็กน้อย คุณก็จะได้แป้งที่มีลักษณะคล้ายดินน้ำมันไว้ให้เด็ก ๆ ปั้นเล่นได้

ประโยชน์ของรำข้าวโอ๊ต

  1. รำข้าวโอ๊ต (Oat Bran) คือ ส่วนของเส้นใยบาง ๆ ที่เคลือบผิวของเมล็ดข้าวโอ๊ตเอาไว้ ซึ่งได้มาจากการขัดสีข้าวโอ๊ต โดยรำข้าวโอ๊ตถือเป็นส่วนที่คงประโยชน์จากข้าวโอ๊ตเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนที่สุด จึงมักถูกคัดแยกแล้วนำมาขายต่างหาก และในปัจจุบันกำลังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรงโดยเฉพาะในต่างประเทศ โดยการกินรำข้าวโอ๊ตเพื่อบำรุงสุขภาพและป้องกันโรคนั้น แพทย์แนะนำให้กินรำข้าวโอ๊ตวันละ 1 ช้อนโต๊ะ โดยนำมาผสมในนม โยเกิร์ต ซีเรียล หรือกินร่วมกับโฮลเกรนและโฮลวีทก็ได้ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลอย่างจริงจัง ควรกินข้าวโอ๊ตให้ได้วันละประมาณ 25-100 กรัม เพื่อให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์ในปริมาณวันละ 25-35 กรัม[2] ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการของรำข้าวโอ๊ต ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 246 กิโลแคลอรี, โปรตีน 17.30 กรัม, ไขมัน 7.03 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 66.22 กรัม, ไฟเบอร์ 15.4 กรัม, น้ำ 6.55 กรัม, น้ำตาล 1.45 กรัม, วิตามินบี1 1.170 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.220 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 0.934 มิลลิกรัม, วิตามินบี6 0.165 มิลลิกรัม, วิตามินบี9 52 ไมโครกรัม, วิตามินซี 0 มิลลิกรัม, วิตามินเค 3.2 ไมโครกรัม, แคลเซียม 58 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 5.41 มิลลิกรัม, แมกนีเซียม 235 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 734 มิลลิกรัม, โพแทสเซียม 566 มิลลิกรัม, โซเดียม 4 มิลลิกรัม, สังกะสี 3.11 มิลลิกรัม (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
  2. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ : ไฟเบอร์ในรำข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติชั้นยอดในการช่วยลดคอเลสเตอรอลที่เกาะอยู่ตามเส้นเลือด การรับประทานรำข้าวโอ๊ตเป็นประจำจึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน เป็นต้น
  3. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน : วารสารสมาคมโภชนาการอเมริกัน (Journal of the American Dietetic Association) ได้เปิดเผยว่า รำข้าวโอ๊ตสามารถช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดที่มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นหลังมื้ออาหาร เพราะไปช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรตและลดปริมาณน้ำตาลที่กำลังจะเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือดโดยการเพิ่มระดับของอินซูลิน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากยิ่งขึ้น
  4. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล : เนื่องจากรำข้าวโอ๊ตมีสารเบต้า-กลูแคน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลและไขมันเลส (LDL) และยังช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปได้อีกแรง
  5. ช่วยในการควบคุมน้ำหนักและลดน้ำหนัก : นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา (University of Minnesota) ได้ยืนยันว่าไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่มีอยู่ในรำข้าวโอ๊ต สามารถช่วยดูดซับน้ำในกระเพาะอาหาร จึงทำให้เกิดการพองตัว ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น กินอาหารได้ในปริมาณที่น้อยลง อีกทั้งคาร์โบไฮเดรตในรำข้าวโอ๊ตยังช่วยชะลอการย่อยอาหาร ทำให้เรารู้สึกอิ่มท้องได้นานกว่าเดิม ส่งผลให้กินอาหารได้น้อยมื้อลงอีกด้วย นอกจากนี้รำข้าวโอ๊ตยังมีคุณสมบัติในการช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลและไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบขับถ่ายในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
  6. ช่วยในการขับถ่าย : เป็นที่ทราบกันแล้วว่า รำข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์สูงมาก การได้รับรำข้าวโอ๊ต จึงช่วยในเรื่องการขับถ่ายของร่างกายได้เป็นอย่างดี ถ้าหากใครมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายอยู่ตอนนี้ ก็ขอแนะนำให้หารำข้าวโอ๊ตมากินพร้อมกับดื่มน้ำเยอะ ๆ
  7. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง : รำข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติในการช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งหลายชนิด โดยสถาบันวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Institute for Cancer Research) ได้เปิดเผยว่า ผู้ที่กินรำข้าวโอ๊ตเป็นประจำ จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปากมดลูกได้ดี

Cr.Pics: https://medthai.com/


ขอบคุณข้อมูลจาก: https://medthai.com/ข้าวโอ๊ต/

สาหร่ายวากาเมะ ลดน้ำหนัก บำรุงผิวได้อย่างไร

Cr.Pics: http://www.gangbeauty.com


สาหร่ายวากาเมะ เป็นพืชทะเลที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก นอกจากจะนำมาใช้ในการประกอบเป็นอาหารรับประทานในชีวิตประจำวันแล้ว ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายๆ ยี่ห้อ ยังได้เลือกนำสาหร่ายวากาเมะมาใช้เป็นส่วนผสมหลักเพื่อเสริมความงามให้กับคุณสาวๆ

สาหร่ายวากาเมะ คืออะไร?

สาหร่ายวากาเมะ (Wakame Seaweed)  เป็นสาหร่ายสีน้ำตาลอมเขียวขุ่น หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “ผักกาดทะเล”  เป็นสาหร่ายที่พบได้ในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในทะเลญี่ปุ่น สามารถเติบโตในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิเย็นปานกลาง หรือเย็นมาก ชาวญี่ปุ่นนิยมนำสาหร่ายวากาเมะ มาใช้ในการประกอบอาหาร เนื่องจากมีรสชาติที่อร่อย เช่น ซุป สลัด ตากแห้ง รวมไปถึงการทอดกรอบ เป็นต้น

นอกจากนี้ สาหร่ายวากาเมะ มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีจำนวนของคาร์โบไฮเดรตที่น้อยมาก ในขณะที่มีสรรพคุณที่มีคุณค่ากับร่างกายเป็นอย่างมาก สาหร่ายวากาเมะ จึงกลายมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

สรรพคุณของสาหร่ายวากาเมะ

สาหร่ายวากาเมะ อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติพิเศษในการบำรุงร่างกาย ผิวพรรณ ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากกล่าวโดยสรุปแล้ว สาหร่ายวากาเมะจะมีสรรพคุณ ดังต่อไปนี้

สรรพคุณในเรื่องความสวยงาม

  • ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ สาหร่ายวากาเมะช่วยในการปรับสภาพผิว และเสริมสร้างกระบวนการทำงานของคอลลาเจนและอิลาสตินให้ดียิ้งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงผิวหนังทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยในการปกป้องผิว สาหร่ายวากาเมะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ให้ผิวแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ลดอาการระคายเคือง ลดความหยาบกร้านของผิว นอกจากนี้ยังช่วยในการปกป้องผิวจากมลภาวะอีกด้วย
  • ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสาหร่ายวากาเมะจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการเผาผลาญไขมันสีขาวตามอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ในบริเวณพุง ต้นขา ต้นแขน เป็นต้น ซึ่งอวัยวะเหล่านี้มักจะเกิดการสะสมของไขมันสีขาวได้ง่ายกว่าอวัยวะส่วนอื่นๆ

Cr.Pics: http://www.gangbeauty.com


สรรพคุณในการบำรุงร่างกาย

  • ช่วยในการลดระดับคอลเลตเตอรอลในเลือด และช่วยลดความดันโลหิต พร้อมกับป้องกันภาวะหลอดเลือดในสมองแข็ง (Arteriosclerosis) รวมไปถึงการต่อสู้กับเนื้องอก และยังช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว
  • มีแคลเซียมสูงกว่านมถึง 14 เท่า การรับประทานสาหร่ายวากาเมะปริมาณ 50-100 กรัม จะเป็นการช่วยเสริมสร้างแคลเซียมให้กับร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะใน 1 วัน นอกจากนี้สาหร่ายวากาเมะยังเหมาะสำหรับสตีมีครรภ์ที่ต้องการปริมาณแคลเซียมมากกว่าปกติ
  • ช่วยลดปัญหาท้องผูก สาหร่ายวากาเมะมีสภาพเป็น Salinity มีเกลือแมกนีเซียม หรืออัลคลาไล รวมไปถึงไฟเบอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเหมือนกับยาระบายตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีใยอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีกรดอาลิกนิคที่ช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเร่งขับถ่ายสารพิษต่างๆในทางเดินอาหาร ให้ออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยปรับระดับค่าน้ำตาลกลูโคสในเลือด
  • ช่วยแก้ปัญหาทางอาการปวดอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น อาการปวดบั้นเอวปวดไหล่ บ่าแข็งตึง เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นจากการไหลเวียนของเลือดที่บกพร่องไม่ปกติ
  • ช่วยในการบำรุงเลือด สาหร่ายวากาเมะมีส่วนประกอบของแร่ธาตุทองแดง และธาตุเหล็ก ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการบำรุงเลือด
  • ช่วยทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สาหร่ายวากาเมะมีส่วนประกอบของแม็กนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการบำรุงกล้ามเนื้อและระบบประสาท
  • ช่วยในการลดจำนวนกัมมันตภาพรังสีที่สู่ร่างกาย ผ่านการดูดซึมของลำไส้ได้ถึง 50-80% โดยมีกลุ่มตัวอย่างผู้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่นางาซากิ ที่รับประทานสาหร่ายทะเลเป็นประจำ คนเหล่านี้ไม่มีใครที่เกิดอาการโรคลูคีเมียขึ้นเลย แม้โรงพยาบาลจะอยู่ห่างจากจุดที่เกิดการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เพียง 1 กม เท่านั้น
  • ช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดขึ้นใหม่ สาหร่ายวากาเมะมีสารรูติน ที่มีคุณสมบัติในการช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดขึ้นใหม่
  • ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
  • มีวิตามินบี 12 ซึ่งสามารถพบได้น้อยมากในพืชและผัก ซึ่งเป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราต้องการ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.beauty24store.com

Show Buttons
Hide Buttons