ผักบุ้งทะเล

Cr.Pics: https://medthai.com/


ผักบุ้งทะเล

ผักบุ้งทะเล ชื่อสามัญ Goat’s foot creeper, Beach morning glory

ผักบุ้งทะเล ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea pes-caprae (L.) R. Br.(ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Convolvulus pes-caprae L., Ipomoea biloba Forssk.) จัดอยู่ในวงศ์ผักบุ้ง (CONVOLVULACEAE)

สมุนไพรผักบุ้งทะเล มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักบุ้งต้น ผักบุ้งขน (ไทย), ผักบุ้งเล (ภาคใต้), ละบูเลาห์ (มะลายู-นราธิวาส), หม่าอานเถิง (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของผักบุ้งทะเล

  • ต้นผักบุ้งทะเล จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี มีลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน สามารถเลื้อยไปได้ยาวมาก ประมาณ 5-30 เมตร ลักษณะของลำต้นหรือเถากลมเป็นสีเขียวปนแดงหรือเป็นสีแดงอมม่วง ผิวเกลี้ยงลื่น ตามข้อจะมีรากฝอย ภายในกลวง ทั้งต้นและใบมียางสีขาว ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและตัดลำต้นปักชำ เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี มักขึ้นตามหาดทรายหรือริมทะเล
  • ใบผักบุ้งทะเล ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปกลม รูปไข่ รูปไต หรือรูปเกือกม้า ปลายใบเว้าบุ๋มเข้าหากัน โคนใบสอบแคบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 7-11 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร เส้นใบเป็นแบบขนนก เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบมันเป็นสีเขียว หลังใบและท้องใบเรียบ ก้านใบยาวมีสีแดง
  • ดอกผักบุ้งทะเล ออกดอกเป็นช่อแบบซี่ร่มตามง่ามใบ ในช่อดอกจะมีดอกประมาณ 2-6 ดอก และจะทยอยบานทีละดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปปากแตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ส่วนปลายดอกบานเป็นรูปปากแตร มี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกกลมรี แตกออกเป็นแฉก 5 แฉก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 ก้าน ดอกเป็นสีม่วงอมชมพู สีม่วงอมแดง สีชมพู หรือเป็นสีม่วง ผิวเกลี้ยง ด้านในของดอกส่วนโคนจะมีสีเข้มกว่าด้านนอก ส่วนกลีบดอกเลี้ยงเป็นสีเขียว และดอกจะเหี่ยวง่าย
    1. ต้นช่วยทำให้เจริญอาหาร (ต้น)
    2. ทั้งต้นมีรสเผ็ด ขม เค็ม เป็นยาเย็นเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อม้ามและตับ ใช้เป็นยาขับลม ขับน้ำชื้น (ทั้งต้น)
    3. ช่วยแก้หวัดเย็น (ทั้งต้น)
    4. ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ราก)
    5. ใช้แก้อาการจุกเสียด (ใบ)
    6. เมล็ดมีรสขื่น ใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง (เมล็ด)
    7. รากใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ราก)
    8. เมล็ดใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย (เมล็ด)
    9. รากเป็นยาขับปัสสาวะ ขับปัสสาวะในโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ราก)

ใบใช้เข้ากับสมุนไพรอื่น นำมาต้มเอาไอรมรักษาริดสีดวงทวาร (ใบ)ผลผักบุ้งทะเล ลักษณะของเป็นรูปมนรีหรือรูปไข่มีเหลี่ยมคล้ายแคปซูล ผิวผลเรียบ พอผลแห้งจะแตกออกได้ มีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะกลม เป็นสีเหลือง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 มิลลิเมตร มีขนสีน้ำตาลปกคลุม

Cr.Pics: https://medthai.com/

สรรพคุณของผักบุ้งทะเล

1. ใบใช้เป็นยาทาภายนอก แก้แผลเรื้อรัง หรือนำไปต้มกับน้ำใช้ล้างแผล (ใบ) น้ำคั้นจากใบนำมาต้มกับน้ำมะพร้าว ทำเป็นขี้ผึ้งทาแผลได้ชนิดรวมทั้งแผลเรื้อรัง (ใบ)

2. ทั้งต้นช่วยกระจายพิษ แก้พิษฝีบวม ฝีหนองบวมแดงอักเสบ แก้งูสวัด (ทั้งต้น)[4] ส่วนใบนำมาโขลก พอก ถอนพิษ แก้พิษต่าง ๆ เช่น พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ปลา สัตว์ทะเลอื่น ๆ แมลง เป็นต้น (ใบ)

3. ต้นใช้เป็นยาถอนพิษลมเพลมพัดหรืออาการบวมที่เปลี่ยนไปตามอวัยวะทั่วไป (ต้น, ทั้งต้น)

4. ใช้เป็นยาทาแก้อาการอักเสบ แก้พิษจากแมงกะพรุนไฟ ทำให้แผลหายเร็วและไม่เป็นแผลเป็น ตามตำรายาระบุให้ใช้ต้นสดนำมาตำให้พอแหลกผสมกับน้ำส้มสายชู นำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น ส่วนตำรายาไทยระบุให้ใช้ใบสดประมาณ 10-15 ใบ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำทาแผลบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน หรือจะตำกับเหล้าใช้เป็นยาพอกก็ได้ หรืออาจจะใช้รากสด 1 ราก นำมาฝนกับน้ำฝนให้ข้น ๆ ผสมกับเหล้าโรงหรือแอลกอฮอล์ แล้วใช้ทาบ่อย ๆ หรือจะใช้ทั้งต้นนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำหรือนำมาตำผสมกับเหล้าใช้เป็นยาทาหรือพอกก็ได้เช่นกัน (ก่อนทายาให้ใช้ทรายขัดบริเวณที่โดนพิษแมงกะพรุนเพื่อเอาเมือกของแมงกะพรุนออกไปให้หมดก่อนและให้ทาวันละ 2-3 ครั้ง เช้า กลางวัน และเย็น จนกว่าจะหาย) (ต้น, ราก, ใบ, ทั้งต้น)

5. ใบใช้เป็นยาพอกหรือต้มอาบรักษาโรคผิวหนัง (ใบ)

6. ต้นนำมาต้มกับน้ำอาบแก้อาการคันตามผิวหนัง (ต้น, ทั้งต้น) ส่วนรากใช้เป็นยาแก้ผดผื่นคันมีน้ำเหลือง (ราก)

7. ใช้แก้ผดผื่นคันบริเวณหลังเนื่องจากการกดทับ ตามตำรายาระบุให้ใช้ใบสดนำมาตำให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำ ใช้ทาบริเวณที่เป็น (ใบ)

8. ตำรายาแก้ฝีหนองภายนอกระบุให้ใช้ต้นสดนำมาตำให้พอแหลก ผสมกับน้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (ต้น)

9. เมล็ดใช้เป็นยาแก้ตะคริว ป้องกันตะคริว (เมล็ด)

10. ใบมีรสขื่นเย็น ใช้ภายนอกเป็นยาทาแก้โรคไขข้ออักเสบ แก้ปวดไขข้ออักเสบมีหนอง (ใบ)

11. ช่วยแก้ลมชื้นปวดเมื่อยตามข้อ แก้เหน็บชา (ทั้งต้น)

12. ช่วยแก้โรคเท้าช้าง (ราก)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://medthai.com/

ดอกอัญชัน สมุนไพรไทย แก้โรคอะไรได้บ้าง

Cr.Pics: https://www.kapook.com/


ดอกอัญชันเป็นทั้งดอกไม้และสมุนไพรไทยที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน ซึ่งโดยส่วนมากแล้วเราจะรู้จักสรรพคุณของดอกอัญชันในด้านการช่วยทำให้คิ้วดกดำ และสามารถคั้นน้ำดอกอัญชันมาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือขนมต่าง ๆ ได้อีกมากมาย

ดอกอัญชัน กับความเป็นมา 

อัญชัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Butterfly pea, Blue pea, หรือ Asian pigeonwings ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของดอกอัญชันก็คือ Clitoria ternatea L. โดยดอกอัญชันเป็นพืชล้มลุก จัดอยู่ในกลุ่มพืชตระกูลถั่ว (Fabaceae) อยู่ในวงศ์ Leguminosae เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้ และโดยทั่วไปจะนิยมปลูกดอกอัญชันในเขตร้อน

ลักษณะต้นอัญชันเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ใบเป็นใบประกอบ ดอกอัญชันเป็นดอกเดี่ยว มีสีน้ำเงินเข้มหรือน้ำเงินอมม่วง และสีขาว ดอกชั้นในแบ่งเป็น 5 กลีบ กลีบนอกมีสีเขียว มีผลเป็นฝัก ลักษณะแบนคล้ายฝักถั่ว ขนาดยาวประมาณ 5-10 ซม. ดอกอัญชันมีชื่อเรียกตามท้องถื่นที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น ในภาคเหนือจะเรียกดอกอัญชันว่า เอื้องชัน แต่ในจังหวัดเชียงใหม่จะเรียกว่าแดงชัน

Cr.Pics: https://www.kapook.com/


สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง

1. แก้ผมร่วง

ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานินซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็ก ๆ ของร่างกาย เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น แก้อาการผมร่วงได้ดีในระดับหนึ่ง โดยหากจะใช้ดอกอัญชันแก้ผมร่วง ก็สามารถกินดอกอัญชันจิ้มน้ำพริก กินเป็นอาหารชนิดอื่น ๆ หรือจะตำดอกอัญชันประมาณ 1 หยิบมือ แล้วนำมาผสมกับน้ำเปล่า กรองเอาแต่น้ำดอกอัญชันมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วสระผมตามปกติก็ได้

2. แก้อาการตาฝ้าฟาง เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันสามารถช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพดวงตา เช่น อาการตาฝ้าฟาง ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน และโรคต้อกระจกได้ เนื่องจากสารตัวนี้ที่มีอยู่ในพืชที่มีสีม่วง สีแดง หรือสีน้ำเงิน มีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของหลอดเลือดขนาดเล็กในดวงตา เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นให้เราได้

3. แก้อาการอาหารเป็นพิษ

จริง ๆ แล้วสารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันก็จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งนะคะ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินอาหาร ช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษหรืออาการท้องเดินได้ ซึ่งวิธีแก้ก็คือกินดอกอัญชันชุบแป้งทอด หรือจะดื่มน้ำอัญชันก็ได้ ทั้งนี้นอกจากดอกอัญชันแล้ว เรายังสามารถหาสารแอนโทไซยานินได้จากดอกกะหล่ำม่วงและมะเขือม่วงด้วยล่ะ

4. แก้ปวดท้อง

นอกจากสารชีวเคมีที่ได้จากพืชสีม่วง น้ำเงิน แดง อย่างแอนโทไซยานินแล้ว ในดอกอัญชันยังมีสารแอนติสปาสโมดิก (Antispasmodic) ที่มีฤทธิ์ลดอาการหดเกร็งในช่องท้อง สามารถแก้ปวดท้องให้เราได้ด้วยนะคะ โดยการกินดอกอัญชันแก้ปวดท้องสามารถนำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาได้เลย

5. แก้ฟกช้ำ ลดอาการบวม

สรรพคุณข้อนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับสารแอนโทไซยานินอีกครั้งค่ะ ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดขนาดเล็ก ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และพอมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงเซลล์ผิวที่ฟกช้ำหรือบวมมากขึ้น อาการผิดปกติเหล่านี้ก็จะบรรเทาลงได้ นอกจากนี้สารแอนโทไซยานินก็มีสรรพคุณช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ด้วยนะคะ

6. แก้ปวดเมื่อย

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้แยกสารจากดอกอัญชันมาทำการทดลองแล้วพบว่า ในดอกอัญชันมีสารเทอร์นาทินส์ (Ternatins) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด และมีผลคลายกล้ามเนื้อเรียบในร่างกาย จึงช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ โดยให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำ แล้วจิบเป็นชา

7. แก้ปวดฟัน

ตำรับยาพื้นบ้านมีการนำรากอัญชันมาถูที่ฟัน เพื่อช่วยลดอาการปวดฟันและบำรุงฟันให้คงทนแข็งแรง หรือบดดอกอัญชันผสมกับยาสีฟัน เนื่องจากสารในรากและทั้งต้นของอัญชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยบำรุงเซลล์และชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้

8. แก้ปัสสาวะขัด

ในตำรายาไทยโบราณกล่าวไว้ว่า รากอัญชันมีฤทธิ์เย็น ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ และเป็นยาระบายได้ โดยสามารถนำรากอัญชันล้างสะอาดมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาเพื่อดื่มแก้โรคปัสสาวะขัด

9. แก้ท้องผูก

ทั้งเมล็ดและรากของอัญชันมีฤทธิ์เป็นยาระบาย สำหรับคนที่มีอาการท้องผูกจึงสามารถต้มรากหรือเมล็ดอัญชันเพื่อดื่มเป็นยาระบายได้ แต่อาจพบอาการข้างเคียงเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ในบางคน

10. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย

อย่างที่บอกว่าในดอกอัญชันมีสารชีวเคมีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แค่แอนโทไซยานินก็เป็นทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านอาการอักเสบแล้ว อีกทั้งสารในดอกอัญชันยังช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมเนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดขนาดเล็ก ดังนั้นกับพิษแมลงสัตว์กัดต่อยจนมีอาการบวมแดง แค่ใช้ดอกอัญชันตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกบริเวณที่มีอาการก็จะช่วยบรรเทาฤทธิ์แมลงสัตว์กัดต่อยได้แล้วค่ะ

11. บรรเทาอาการโรคหอบหืด

รากอัญชันมีรสขมเย็น ใช้กินสดหรือต้มเป็นน้ำดื่มจะช่วยลดอาการอักเสบของหลอดลม และบรรเทาอาการโรคหอบหืดได้ เนื่องจากสารจากรากอัญชันจะช่วยลดอาการอักเสบ พร้อมระบายของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้อาการหอบหืดและระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดีขึ้น

12. คลายเครียด แก้นอนไม่หลับ

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในกลุ่มสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดต่าง ๆ ที่ได้จากส่วนลำต้นเหนือดิน ใบ ดอก และรากของอัญชัน มีฤทธิ์กระตุ้นการเรียนรู้และความจำ รวมทั้งมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด ลดอาการวิตกกังวล และยังมีฤทธิ์ช่วยในการนอนหลับ

13. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย จึงช่วยลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ รวมทั้งยังช่วยลดโอกาสเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมองได้ด้วย โดยสารตัวนี้จะป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมัน ที่เป็นสาเหตุของไขมันอุดตันเส้นเลือดนั่นเอง

14. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

สีจากสารแอนโทไซยานินเป็นที่กล่าวขวัญกันมาในหลายชนชาติ เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันแสงยูวี และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งได้ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.kapook.com/

ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรต้านหวัด

Cr.Pics: https://www.modernlessons.com


“ฟ้าทะลายโจร” เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Andrographis paniculata (Burm.f.) Wall.ex Nees” และชื่อสามัญว่า “Kariyat” หรือ “The Creat” นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ตามท้องที่ ได้แก่ หญ้ากันงู (สงขลา) น้ำลายพังพอน ฟ้าละลายโจร (กรุงเทพฯ) ฟ้าสาง (พนัสนิคม) เขยตายยายคลุม สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) เมฆทะลาย (ยะลา) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร กิ่งเป็นใบสี่เหลี่ยม ใบเลี้ยงเดี่ยวสีเขียวเข้มเป็นมัน มีดอกออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยมีกลีบดอกสีขาว โคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ และมีเส้นสีม่วงแดงพาดอยู่ ส่วนปากล่างมี 2 กลีบ ลักษณะของผล จะเป็นฝัก เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น
 

สรรพคุณของฟ้าทะลายโจร

ทุกส่วนของฟ้าทะลายโจรมีรสขม จึงมีคุณสมบัติเป็นยาได้ดี โดยสรรพคุณหลัก ๆ ของฟ้าทะลายโจร มี 4 ประการคือ

1. แก้ไข้ทั่วไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับรองว่า ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ผู้ที่เป็นหวัด หรือร้อนในบ่อย ๆ หากรับประทานฟ้าทะลายโจร จะสามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น จึงไม่เป็นหวัดง่าย อาการร้อนในจะหายไป

2. ระงับอาการอักเสบ เช่น อาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนังฝี ฯลฯ

3. แก้อาการติดเชื้อ เช่น ท้องเสีย กระเพาะ หรือลำไส้อักเสบ

4. เป็นยาขม ช่วยให้เจริญอาหาร

ทั้งนี้ ฟ้าทะลายโจรนี้สามารถเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ อีกทั้งไม่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน หรือดื้อยา เหมือนยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ ฟ้าทะลายโจร ยังช่วยป้องกันตับ จากสารพิษหลาย ๆ ชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วย

วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ตามอาการต่าง ๆ

แก้ไข้เป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน เจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ

ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ หรือหากเป็นฟ้าทะลายโจรผง ให้นำไปผสมน้ำผึ้งใช้กวาดคอ หรือหากเป็นยาเม็ด 250 มิลลิกรัม ให้รับประทาน 3 เวลาก่อนอาหาร และก่อนนอน 3-5 วัน เมื่ออาการหาย ก็หยุดยา

กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส

ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา

แก้ท้องเสีย ท้องเดิน เป็นบิดมีไข้ อาหารเป็นพิษ

ใช้ทั้งต้น หรือส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร ผึ่งลมให้แห้ง หั่นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 กำมือ (หนักประมาณ 3-9 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มตลอดวัน หรือให้รับประทานฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา ฟ้าทะลายโจรจะเข้าไปขับเอาสารพิษในลำไส้ออก และช่วยลดการระคายเคืองต่อผนังลำไส้ ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ลง ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ทั้งนี้ เนื่องจากฟ้าทะลายโจร ไม่ใช่ยาหยุดอาการท้องเสียโดยตรง ดังนั้นผู้ป่วยจะยังคงถ่ายเหลวต่อไป หลังจากใช้ยา หากต้องการให้หยุดถ่าย ควรให้สารที่มีรสฝาดร่วมด้วย เช่นใบฝรั่ง น้ำชา หรือแป้งกล้วย

รักษาไข้ไทฟอยด์

ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร 2 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร เป็น เวลา 3 สัปดาห์ หลังจากนั้น ควรกินยาบำรุงฟื้นกำลังผู้ป่วย ฟ้าทะลายโจร จะทำลายเชื้อไทฟอยด์ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมน้ำเหลือง ในผนังลำไส้เล็ก ลำไส้ที่เป็นอัมพาตอยู่เดิม ก็จะเริ่มทำงาน นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังช่วยเร่งให้ตับสร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหารอีกด้วย

รักษาโรคตับ

รับประทานฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และควร ให้ยาบำรุงร่วมด้วย หลังจากฟื้นไข้แล้ว
 

โรคงูสวัด

ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ดก่อนอาหาร 3 เวลา เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เนื่องจากงูสวัดเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง จะอยู่นาน 3 สัปดาห์ ถ้าให้ฟ้าทะลายโจรครบตามเวลา งูสวัดจะไม่กลับมาเป็นอีก ส่วนตุ่ม แผลพุพอง ใช้ยาเสลดพังพอนทา หรือใช้ว่านนาคราช หรือใบจักรนารายณ์ ตำใส่สุรา ใช้ทาหรือพอกก็ได้

แผลจากโรคเบาหวาน

สามารถใช้ฟ้าทะลายโจร รักษาแผลอักเสบเนื่องจากเบาหวานได้ เพราะฟ้าทะลายโจร ทำไห้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ใช้ได้ทั้งกิน ทั้งทา

 โรคเบาหวาน

ใช้ต้นฟ้าทะลายโจร และว่านเอ็นเหลือง กระชาย ทำเป็นยาเม็ดกิน

 ริดสีดวงทวาร

ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน อาการเลือดออก หรือปวดถ่วงจะหายไป และถ่ายได้สะดวกเป็นปกติ

Cr.Pics: https://health.kapook.com


รูปแบบการนำไปใช้

1. ใช้ในรูปยาต้ม โดยใช้ใบและกิ่งสดล้างให้สะอาด สับเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง แก้เจ็บคอได้ หากจะใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ให้ใช้ 2-3 กำมือ

2. ใช้ในรูปยาลูกกลอน โดยนำใบและกิ่งมาล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับน้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทาน ครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

3. ใช้ในรูปยาแคปซูล โดยใช้ผงใบและลำต้นบรรจุลงในแคปซูล ใช้รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน เพื่อให้สะดวกในการรับประทาน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก จึงนิยมใช้ในรูปยาลูกกลอนและรูปยาแคปซูล

4. ใช้ในรูปยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในขวดแก้ว แช่ด้วยเหล้าโรงพอท่วมยา ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละครั้ง เมื่อครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร

5. ใช้ใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเกลือเล็กน้อย เติมเหล้าครึ่งถ้วยยา น้ำครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากันแล้วรินเอาน้ำดื่ม ส่วนกากที่เหลือนำไปใช้พอกแผล-ฝี แล้วใช้ผ้าสะอาดพันไว้

บุคคลที่ไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจร

1. ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อ Streptococcus group A
2. ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคไตอักเสบ เนื่องจากเคยติดเชื้อ Streptococcus group A
3. ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจรูห์มาติค
4. ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอ เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย และมีอาการรุนแรง เช่น มีตุ่มหนองในคอ มีไข้สูง หนาวสั่น
5. ผู้ที่เป็นความดันต่ำ เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ลดความดันเลือดได้
6. สตรีมีครรภ์

ข้อควรระวัง

1. ฟ้าทะลายโจรอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดิน ปวดเอว หรือวิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ในผู้ป่วยบางราย หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร

2. หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรง ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 3 สัปดาห์

3. หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ยา ควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://health.kapook.com

ชบา (Hibiscus) ประโยชน์ และสรรพคุณชบา

Cr.Pics: www.aga-agro.com


ชบา (Hibiscus) จัดเป็นไม้ประดับดอกที่นิยมปลูกกันทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบประเทศเขตร้อนของอเมริกา และแอฟริกา จนได้สมญานามว่า ราชินีแห่งดอกไม้เมืองร้อน นอกจากนั้น ยังนิยมนำดอก และใบที่มีสารเมือกมาใช้ประโยชน์ในด้านสมุนไพร และความงามอีกด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ชบา เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นแตกกิ่งตั้งระดับล่าง ลำต้นแตกกิ่งปานกลาง แต่ใบมีขนาดใหญ่ และดก ทำให้แลดูมีทรงพุ่มทึบ เปลือกลำต้นมีเส้นใยและยางเมือก สามารถดึงลอกออกเป็นเส้นเชือกได้

ใบ
ชบา ใบแตกออกใบเดี่ยวๆ เรียงสลับตามความยาวของกิ่ง ใบมีหูใบยาว 0.5-2 เซนติเมตร ใบมีรูปหลายลักษณะแตกต่างกันตามสายพันธุ์ ทั้งทรงกลม รูปไข่ ยาวประมาณ 4-9 เซนติเมตร โคนใบกว้าง ปลายใบแหลม มีก้านใบยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร แผ่นใบมีทั้งโค้งเป็นลูกคลื่นหรือเรียบ และมีร่องของเส้นใบหลักประมาณ 3 เส้น แผ่นใบมีสีเขียวสดถึงเขียวเข้ม เป็นมัน และมีขนเล็กๆปกคลุม ส่วนขอบใบมีทั้งหยักตื้นหรือหยักเป็นฟันเลื่อยลึก เมื่อนำใบมาขยำจะมีน้ำเมือกเหนียวออกมา

ดอก
ดอกชบาเป็นดอกสมบูรณ์ที่ออกเป็นดอกเดี่ยวๆบริเวณซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกตูมมีลักษณะเป็นหลอด ปลายหลอดแหลม มีกลีบเลี้ยงสีเขียวหุ่มด้านนอก โดยตัวดอกมีจำนวน กลีบเลี้ยง และกลีบดอก อย่างละ 5 อัน ซึ่งกลีบดอกมีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวหรือซ้อนกันเป็นชั้น โดยตัวดอกมีก้านดอกยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร ถัดมาเป็นริ้วประดับที่มีประมาณ 6-7 อัน รูปเส้นด้าย ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ถัดมาเป็นกลีบเลี้ยงสีเขียว แบ่งเป็น 5 กลีบ โคนกลีบกว้าง ปลายกลีบแหลม เป็นรูประฆัง ส่วนกลีบดอก มี 5 กลีบ กลีบดอกมีรูปไข่กลับหรือมนเรียงซ้อนเป็นวงกลม แผ่นกลีบดอกอาจเรียบหรือย่น หรือบิดเป็นคลื่น ส่วนขอบกลีบมักย่นเป็นลูกคลื่น เส้นผ่าศูนย์กลางของกลีบดอกประมาณ 6-10 เซนติเมตร มีโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปแตร ซึ่งสีของกลีบดอกมีหลายสี และเป็นสีที่สดใส ฉูดฉาด อาทิ สีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลือง เป็นต้น ซึ่งมักเป็นสายพันธุ์ลูกผสม

ด้านในตรงกลางมีก้านชูเกสรยาว ซึ่งมักมีสีเดียวกันกับกลีบดอกหรือโคนกลีบดอก โดยส่วนปลายสุดเป็นอับเรณูของเกสรตัวผู้ และตัวเมีย

ประโยชน์ชบา
1. ชบา เป็นไม้ประดับดอกที่นิยมปลูกมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะในฮาวาย และประเทศเขตร้อนต่างๆ เนื่องจาก ตัวดอกมีขนาดใหญ่ กลีบดอกมีสีสันสวยงาม ทั้งปลูกในแปลงจัดสวน ปลูกหน้าบ้าน และปลูกในกระถาง
2. กลีบดอกชบาในต่างประเทศนิยมใช้ทัดหูหรือสอดประดับศรีษะ รวมถึงนำมาถกร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องศรีษะ ส่วนประเทศไทย การนำดอกชบามาทัดหูหรือประดับศรีษะจะไม่นิยม เนื่องจาก ในสมัยอดีตคนไทยมีความเชื่อว่า ดอกไม้ชนิดนี้ซึ่งมีสีสันฉูดฉาด ถือ เป็นดอกไม้ที่เป็นตัวแทนของหญิงกากีหรือหญิงสองใจ รวมถึงหญิงที่มักมากในกาม หญิงไม่มีการสำรวม ชอบเต้นรำหาความสำราญไปวันๆ
3. ชบา นอกจากปลูกเพื่อประดับดอกแล้ว ยังนิยมปลูกสำหรับเป็นแนวรั้วหน้าบ้านร่วมด้วย
4. กลีบดอกชบาที่มีสีสันฉูดฉาด นำมาคั้นสกัดเอาน้ำสำหรับต้มย้อมผ้า ย้อมสีกระดาษ รวมถึงใช้ผสมทำขนมของหวานเพื่อให้ขนมมีสี
5. กลีบดอกสด นำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนใช้ชงเป็นชาดื่ม
6. กลีบดอกชบา นำมาขยำ ก่อนใช้พอกผม เพื่อกระตุ้นให้ผมงอก ช่วยให้ผมดกดำ
7. กลีบดอก และใบชบา นำมาขยำ และผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนใช้ทาชโลมหน้าหรือผิวหนัง เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว และลดความแห้งกร้านของผิว
8. กลีบดอกชบา นำมาขยำให้เกิดน้ำสี สำหรับใช้เป็นสีทาลำตัว ทาเล็บ ทาขนตา รวมถึงใช้ทารองเท้าให้เกิดสี
9. ลำต้นชบา นำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเยื่อกระดาษ
10. เปลือกต้นชบาดึงลอกออกเป็นเส้น นำไปใช้แทนเชือกรัดของ ซึ่งให้ความเหนียวสูง ทั้งใช้เป็นเชือกสดหรือนำไปตากให้แห้งก่อน

Cr.Pics: www.aga-agro.com


ฤทธิ์ทางเภสัชกรรมของสารเมือก
– ต้านการอักเสบ
– เพิ่มความนุ่มลื่น
– ช่วยรักษาความชุ่มชื้น
– ช่วยเพิ่มการกระจายตัวของตัวยา
– เป็นสารช่วยยึดเกาะเนื้อยา
– ส่งเสริมการออกฤทธิ์ของยาให้นานขึ้น

สรรพคุณชบา
ใบ และดอก นำมาต้มดื่มหรือใช้เติมแต่งอาหาร
– ต้านโรคมะเร็ง
– บำรุงตับ ป้องกันตับเสื่อมจากสารพิษ
– ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว

ใบ และดอก นำมาใช้ภายนอกร่างกาย
ใบหรือดอก นำมาขยำให้เกิดเมือกหรือผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนใช้ทา ใช้ประคบหรือใช้สระ มีสรรพคุณ ดังนี้
– รักษาแผลไฟไหม้ แผลน้ำร้อนลวก
– รักษาแผลสด
– รักษาแผลติดเชื้อ แผลมีน้ำหนอง
– ป้องกันการอักเสบ และการติดเชื้อของแผล
– ช่วยลดอาการบวมซ้ำ
– กระตุ้นการงอกของเส้นผม
– บำรุงผมให้ดกดำ

ราก และลำต้น นำมาต้มดื่ม
– แก้อาการไอ อาการระคายคอ
– ช่วยขับเสมหะ
– รักษาหลอดลมอักเสบ
– รักษาประจำเดือนมาไม่ปกติ
– รักษาอาการตกขาว
– รักษาอาการเลือดไหลทางช่องคลอด
– รักษามดลูกอักเสบ
– รักษาอาการตกขาว
– รักษาอาการเลือดไหลทางช่องคลอด

ราก และลำต้น ใช้ภายนอก
– น้ำต้มจากราก และเปลือกลำต้น นำมาอาบ ช่วยรักษาผดผื่นคัน
– น้ำต้มใช้อาบ ช่วยรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราชนิดต่างๆ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://puechkaset.com

Show Buttons
Hide Buttons