ผักบุ้งทะเล

Cr.Pics: https://medthai.com/


ผักบุ้งทะเล

ผักบุ้งทะเล ชื่อสามัญ Goat’s foot creeper, Beach morning glory

ผักบุ้งทะเล ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea pes-caprae (L.) R. Br.(ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Convolvulus pes-caprae L., Ipomoea biloba Forssk.) จัดอยู่ในวงศ์ผักบุ้ง (CONVOLVULACEAE)

สมุนไพรผักบุ้งทะเล มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักบุ้งต้น ผักบุ้งขน (ไทย), ผักบุ้งเล (ภาคใต้), ละบูเลาห์ (มะลายู-นราธิวาส), หม่าอานเถิง (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของผักบุ้งทะเล

  • ต้นผักบุ้งทะเล จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี มีลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน สามารถเลื้อยไปได้ยาวมาก ประมาณ 5-30 เมตร ลักษณะของลำต้นหรือเถากลมเป็นสีเขียวปนแดงหรือเป็นสีแดงอมม่วง ผิวเกลี้ยงลื่น ตามข้อจะมีรากฝอย ภายในกลวง ทั้งต้นและใบมียางสีขาว ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและตัดลำต้นปักชำ เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี มักขึ้นตามหาดทรายหรือริมทะเล
  • ใบผักบุ้งทะเล ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปกลม รูปไข่ รูปไต หรือรูปเกือกม้า ปลายใบเว้าบุ๋มเข้าหากัน โคนใบสอบแคบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 7-11 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร เส้นใบเป็นแบบขนนก เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบมันเป็นสีเขียว หลังใบและท้องใบเรียบ ก้านใบยาวมีสีแดง
  • ดอกผักบุ้งทะเล ออกดอกเป็นช่อแบบซี่ร่มตามง่ามใบ ในช่อดอกจะมีดอกประมาณ 2-6 ดอก และจะทยอยบานทีละดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปปากแตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ส่วนปลายดอกบานเป็นรูปปากแตร มี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกกลมรี แตกออกเป็นแฉก 5 แฉก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 ก้าน ดอกเป็นสีม่วงอมชมพู สีม่วงอมแดง สีชมพู หรือเป็นสีม่วง ผิวเกลี้ยง ด้านในของดอกส่วนโคนจะมีสีเข้มกว่าด้านนอก ส่วนกลีบดอกเลี้ยงเป็นสีเขียว และดอกจะเหี่ยวง่าย
    1. ต้นช่วยทำให้เจริญอาหาร (ต้น)
    2. ทั้งต้นมีรสเผ็ด ขม เค็ม เป็นยาเย็นเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อม้ามและตับ ใช้เป็นยาขับลม ขับน้ำชื้น (ทั้งต้น)
    3. ช่วยแก้หวัดเย็น (ทั้งต้น)
    4. ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ราก)
    5. ใช้แก้อาการจุกเสียด (ใบ)
    6. เมล็ดมีรสขื่น ใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง (เมล็ด)
    7. รากใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ราก)
    8. เมล็ดใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย (เมล็ด)
    9. รากเป็นยาขับปัสสาวะ ขับปัสสาวะในโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ราก)

ใบใช้เข้ากับสมุนไพรอื่น นำมาต้มเอาไอรมรักษาริดสีดวงทวาร (ใบ)ผลผักบุ้งทะเล ลักษณะของเป็นรูปมนรีหรือรูปไข่มีเหลี่ยมคล้ายแคปซูล ผิวผลเรียบ พอผลแห้งจะแตกออกได้ มีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะกลม เป็นสีเหลือง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 มิลลิเมตร มีขนสีน้ำตาลปกคลุม

Cr.Pics: https://medthai.com/

สรรพคุณของผักบุ้งทะเล

1. ใบใช้เป็นยาทาภายนอก แก้แผลเรื้อรัง หรือนำไปต้มกับน้ำใช้ล้างแผล (ใบ) น้ำคั้นจากใบนำมาต้มกับน้ำมะพร้าว ทำเป็นขี้ผึ้งทาแผลได้ชนิดรวมทั้งแผลเรื้อรัง (ใบ)

2. ทั้งต้นช่วยกระจายพิษ แก้พิษฝีบวม ฝีหนองบวมแดงอักเสบ แก้งูสวัด (ทั้งต้น)[4] ส่วนใบนำมาโขลก พอก ถอนพิษ แก้พิษต่าง ๆ เช่น พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ปลา สัตว์ทะเลอื่น ๆ แมลง เป็นต้น (ใบ)

3. ต้นใช้เป็นยาถอนพิษลมเพลมพัดหรืออาการบวมที่เปลี่ยนไปตามอวัยวะทั่วไป (ต้น, ทั้งต้น)

4. ใช้เป็นยาทาแก้อาการอักเสบ แก้พิษจากแมงกะพรุนไฟ ทำให้แผลหายเร็วและไม่เป็นแผลเป็น ตามตำรายาระบุให้ใช้ต้นสดนำมาตำให้พอแหลกผสมกับน้ำส้มสายชู นำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น ส่วนตำรายาไทยระบุให้ใช้ใบสดประมาณ 10-15 ใบ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำทาแผลบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน หรือจะตำกับเหล้าใช้เป็นยาพอกก็ได้ หรืออาจจะใช้รากสด 1 ราก นำมาฝนกับน้ำฝนให้ข้น ๆ ผสมกับเหล้าโรงหรือแอลกอฮอล์ แล้วใช้ทาบ่อย ๆ หรือจะใช้ทั้งต้นนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำหรือนำมาตำผสมกับเหล้าใช้เป็นยาทาหรือพอกก็ได้เช่นกัน (ก่อนทายาให้ใช้ทรายขัดบริเวณที่โดนพิษแมงกะพรุนเพื่อเอาเมือกของแมงกะพรุนออกไปให้หมดก่อนและให้ทาวันละ 2-3 ครั้ง เช้า กลางวัน และเย็น จนกว่าจะหาย) (ต้น, ราก, ใบ, ทั้งต้น)

5. ใบใช้เป็นยาพอกหรือต้มอาบรักษาโรคผิวหนัง (ใบ)

6. ต้นนำมาต้มกับน้ำอาบแก้อาการคันตามผิวหนัง (ต้น, ทั้งต้น) ส่วนรากใช้เป็นยาแก้ผดผื่นคันมีน้ำเหลือง (ราก)

7. ใช้แก้ผดผื่นคันบริเวณหลังเนื่องจากการกดทับ ตามตำรายาระบุให้ใช้ใบสดนำมาตำให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำ ใช้ทาบริเวณที่เป็น (ใบ)

8. ตำรายาแก้ฝีหนองภายนอกระบุให้ใช้ต้นสดนำมาตำให้พอแหลก ผสมกับน้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (ต้น)

9. เมล็ดใช้เป็นยาแก้ตะคริว ป้องกันตะคริว (เมล็ด)

10. ใบมีรสขื่นเย็น ใช้ภายนอกเป็นยาทาแก้โรคไขข้ออักเสบ แก้ปวดไขข้ออักเสบมีหนอง (ใบ)

11. ช่วยแก้ลมชื้นปวดเมื่อยตามข้อ แก้เหน็บชา (ทั้งต้น)

12. ช่วยแก้โรคเท้าช้าง (ราก)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://medthai.com/

ดอกอัญชัน สมุนไพรไทย แก้โรคอะไรได้บ้าง

Cr.Pics: https://www.kapook.com/


ดอกอัญชันเป็นทั้งดอกไม้และสมุนไพรไทยที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน ซึ่งโดยส่วนมากแล้วเราจะรู้จักสรรพคุณของดอกอัญชันในด้านการช่วยทำให้คิ้วดกดำ และสามารถคั้นน้ำดอกอัญชันมาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือขนมต่าง ๆ ได้อีกมากมาย

ดอกอัญชัน กับความเป็นมา 

อัญชัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Butterfly pea, Blue pea, หรือ Asian pigeonwings ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของดอกอัญชันก็คือ Clitoria ternatea L. โดยดอกอัญชันเป็นพืชล้มลุก จัดอยู่ในกลุ่มพืชตระกูลถั่ว (Fabaceae) อยู่ในวงศ์ Leguminosae เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้ และโดยทั่วไปจะนิยมปลูกดอกอัญชันในเขตร้อน

ลักษณะต้นอัญชันเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ใบเป็นใบประกอบ ดอกอัญชันเป็นดอกเดี่ยว มีสีน้ำเงินเข้มหรือน้ำเงินอมม่วง และสีขาว ดอกชั้นในแบ่งเป็น 5 กลีบ กลีบนอกมีสีเขียว มีผลเป็นฝัก ลักษณะแบนคล้ายฝักถั่ว ขนาดยาวประมาณ 5-10 ซม. ดอกอัญชันมีชื่อเรียกตามท้องถื่นที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น ในภาคเหนือจะเรียกดอกอัญชันว่า เอื้องชัน แต่ในจังหวัดเชียงใหม่จะเรียกว่าแดงชัน

Cr.Pics: https://www.kapook.com/


สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง

1. แก้ผมร่วง

ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานินซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็ก ๆ ของร่างกาย เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น แก้อาการผมร่วงได้ดีในระดับหนึ่ง โดยหากจะใช้ดอกอัญชันแก้ผมร่วง ก็สามารถกินดอกอัญชันจิ้มน้ำพริก กินเป็นอาหารชนิดอื่น ๆ หรือจะตำดอกอัญชันประมาณ 1 หยิบมือ แล้วนำมาผสมกับน้ำเปล่า กรองเอาแต่น้ำดอกอัญชันมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วสระผมตามปกติก็ได้

2. แก้อาการตาฝ้าฟาง เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันสามารถช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพดวงตา เช่น อาการตาฝ้าฟาง ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน และโรคต้อกระจกได้ เนื่องจากสารตัวนี้ที่มีอยู่ในพืชที่มีสีม่วง สีแดง หรือสีน้ำเงิน มีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของหลอดเลือดขนาดเล็กในดวงตา เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นให้เราได้

3. แก้อาการอาหารเป็นพิษ

จริง ๆ แล้วสารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันก็จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งนะคะ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินอาหาร ช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษหรืออาการท้องเดินได้ ซึ่งวิธีแก้ก็คือกินดอกอัญชันชุบแป้งทอด หรือจะดื่มน้ำอัญชันก็ได้ ทั้งนี้นอกจากดอกอัญชันแล้ว เรายังสามารถหาสารแอนโทไซยานินได้จากดอกกะหล่ำม่วงและมะเขือม่วงด้วยล่ะ

4. แก้ปวดท้อง

นอกจากสารชีวเคมีที่ได้จากพืชสีม่วง น้ำเงิน แดง อย่างแอนโทไซยานินแล้ว ในดอกอัญชันยังมีสารแอนติสปาสโมดิก (Antispasmodic) ที่มีฤทธิ์ลดอาการหดเกร็งในช่องท้อง สามารถแก้ปวดท้องให้เราได้ด้วยนะคะ โดยการกินดอกอัญชันแก้ปวดท้องสามารถนำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาได้เลย

5. แก้ฟกช้ำ ลดอาการบวม

สรรพคุณข้อนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับสารแอนโทไซยานินอีกครั้งค่ะ ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดขนาดเล็ก ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และพอมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงเซลล์ผิวที่ฟกช้ำหรือบวมมากขึ้น อาการผิดปกติเหล่านี้ก็จะบรรเทาลงได้ นอกจากนี้สารแอนโทไซยานินก็มีสรรพคุณช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ด้วยนะคะ

6. แก้ปวดเมื่อย

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้แยกสารจากดอกอัญชันมาทำการทดลองแล้วพบว่า ในดอกอัญชันมีสารเทอร์นาทินส์ (Ternatins) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด และมีผลคลายกล้ามเนื้อเรียบในร่างกาย จึงช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ โดยให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำ แล้วจิบเป็นชา

7. แก้ปวดฟัน

ตำรับยาพื้นบ้านมีการนำรากอัญชันมาถูที่ฟัน เพื่อช่วยลดอาการปวดฟันและบำรุงฟันให้คงทนแข็งแรง หรือบดดอกอัญชันผสมกับยาสีฟัน เนื่องจากสารในรากและทั้งต้นของอัญชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยบำรุงเซลล์และชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้

8. แก้ปัสสาวะขัด

ในตำรายาไทยโบราณกล่าวไว้ว่า รากอัญชันมีฤทธิ์เย็น ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ และเป็นยาระบายได้ โดยสามารถนำรากอัญชันล้างสะอาดมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาเพื่อดื่มแก้โรคปัสสาวะขัด

9. แก้ท้องผูก

ทั้งเมล็ดและรากของอัญชันมีฤทธิ์เป็นยาระบาย สำหรับคนที่มีอาการท้องผูกจึงสามารถต้มรากหรือเมล็ดอัญชันเพื่อดื่มเป็นยาระบายได้ แต่อาจพบอาการข้างเคียงเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ในบางคน

10. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย

อย่างที่บอกว่าในดอกอัญชันมีสารชีวเคมีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แค่แอนโทไซยานินก็เป็นทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านอาการอักเสบแล้ว อีกทั้งสารในดอกอัญชันยังช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมเนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดขนาดเล็ก ดังนั้นกับพิษแมลงสัตว์กัดต่อยจนมีอาการบวมแดง แค่ใช้ดอกอัญชันตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกบริเวณที่มีอาการก็จะช่วยบรรเทาฤทธิ์แมลงสัตว์กัดต่อยได้แล้วค่ะ

11. บรรเทาอาการโรคหอบหืด

รากอัญชันมีรสขมเย็น ใช้กินสดหรือต้มเป็นน้ำดื่มจะช่วยลดอาการอักเสบของหลอดลม และบรรเทาอาการโรคหอบหืดได้ เนื่องจากสารจากรากอัญชันจะช่วยลดอาการอักเสบ พร้อมระบายของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้อาการหอบหืดและระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดีขึ้น

12. คลายเครียด แก้นอนไม่หลับ

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในกลุ่มสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดต่าง ๆ ที่ได้จากส่วนลำต้นเหนือดิน ใบ ดอก และรากของอัญชัน มีฤทธิ์กระตุ้นการเรียนรู้และความจำ รวมทั้งมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด ลดอาการวิตกกังวล และยังมีฤทธิ์ช่วยในการนอนหลับ

13. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย จึงช่วยลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ รวมทั้งยังช่วยลดโอกาสเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมองได้ด้วย โดยสารตัวนี้จะป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมัน ที่เป็นสาเหตุของไขมันอุดตันเส้นเลือดนั่นเอง

14. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

สีจากสารแอนโทไซยานินเป็นที่กล่าวขวัญกันมาในหลายชนชาติ เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันแสงยูวี และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งได้ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.kapook.com/

ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรต้านหวัด

Cr.Pics: https://www.modernlessons.com


“ฟ้าทะลายโจร” เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Andrographis paniculata (Burm.f.) Wall.ex Nees” และชื่อสามัญว่า “Kariyat” หรือ “The Creat” นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ตามท้องที่ ได้แก่ หญ้ากันงู (สงขลา) น้ำลายพังพอน ฟ้าละลายโจร (กรุงเทพฯ) ฟ้าสาง (พนัสนิคม) เขยตายยายคลุม สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) เมฆทะลาย (ยะลา) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร กิ่งเป็นใบสี่เหลี่ยม ใบเลี้ยงเดี่ยวสีเขียวเข้มเป็นมัน มีดอกออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยมีกลีบดอกสีขาว โคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ และมีเส้นสีม่วงแดงพาดอยู่ ส่วนปากล่างมี 2 กลีบ ลักษณะของผล จะเป็นฝัก เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้น
 

สรรพคุณของฟ้าทะลายโจร

ทุกส่วนของฟ้าทะลายโจรมีรสขม จึงมีคุณสมบัติเป็นยาได้ดี โดยสรรพคุณหลัก ๆ ของฟ้าทะลายโจร มี 4 ประการคือ

1. แก้ไข้ทั่วไป เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับรองว่า ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ผู้ที่เป็นหวัด หรือร้อนในบ่อย ๆ หากรับประทานฟ้าทะลายโจร จะสามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น จึงไม่เป็นหวัดง่าย อาการร้อนในจะหายไป

2. ระงับอาการอักเสบ เช่น อาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนังฝี ฯลฯ

3. แก้อาการติดเชื้อ เช่น ท้องเสีย กระเพาะ หรือลำไส้อักเสบ

4. เป็นยาขม ช่วยให้เจริญอาหาร

ทั้งนี้ ฟ้าทะลายโจรนี้สามารถเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ อีกทั้งไม่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน หรือดื้อยา เหมือนยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ ฟ้าทะลายโจร ยังช่วยป้องกันตับ จากสารพิษหลาย ๆ ชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วย

วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ตามอาการต่าง ๆ

แก้ไข้เป็นหวัด ปวดหัวตัวร้อน เจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ

ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม สดหนัก 25 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ หรือหากเป็นฟ้าทะลายโจรผง ให้นำไปผสมน้ำผึ้งใช้กวาดคอ หรือหากเป็นยาเม็ด 250 มิลลิกรัม ให้รับประทาน 3 เวลาก่อนอาหาร และก่อนนอน 3-5 วัน เมื่ออาการหาย ก็หยุดยา

กระเพาะอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส

ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา

แก้ท้องเสีย ท้องเดิน เป็นบิดมีไข้ อาหารเป็นพิษ

ใช้ทั้งต้น หรือส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร ผึ่งลมให้แห้ง หั่นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 กำมือ (หนักประมาณ 3-9 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่มตลอดวัน หรือให้รับประทานฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา ฟ้าทะลายโจรจะเข้าไปขับเอาสารพิษในลำไส้ออก และช่วยลดการระคายเคืองต่อผนังลำไส้ ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ลง ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ทั้งนี้ เนื่องจากฟ้าทะลายโจร ไม่ใช่ยาหยุดอาการท้องเสียโดยตรง ดังนั้นผู้ป่วยจะยังคงถ่ายเหลวต่อไป หลังจากใช้ยา หากต้องการให้หยุดถ่าย ควรให้สารที่มีรสฝาดร่วมด้วย เช่นใบฝรั่ง น้ำชา หรือแป้งกล้วย

รักษาไข้ไทฟอยด์

ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร 2 เม็ด 3 เวลา ก่อนอาหาร เป็น เวลา 3 สัปดาห์ หลังจากนั้น ควรกินยาบำรุงฟื้นกำลังผู้ป่วย ฟ้าทะลายโจร จะทำลายเชื้อไทฟอยด์ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมน้ำเหลือง ในผนังลำไส้เล็ก ลำไส้ที่เป็นอัมพาตอยู่เดิม ก็จะเริ่มทำงาน นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังช่วยเร่งให้ตับสร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหารอีกด้วย

รักษาโรคตับ

รับประทานฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และควร ให้ยาบำรุงร่วมด้วย หลังจากฟื้นไข้แล้ว
 

โรคงูสวัด

ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ดก่อนอาหาร 3 เวลา เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เนื่องจากงูสวัดเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง จะอยู่นาน 3 สัปดาห์ ถ้าให้ฟ้าทะลายโจรครบตามเวลา งูสวัดจะไม่กลับมาเป็นอีก ส่วนตุ่ม แผลพุพอง ใช้ยาเสลดพังพอนทา หรือใช้ว่านนาคราช หรือใบจักรนารายณ์ ตำใส่สุรา ใช้ทาหรือพอกก็ได้

แผลจากโรคเบาหวาน

สามารถใช้ฟ้าทะลายโจร รักษาแผลอักเสบเนื่องจากเบาหวานได้ เพราะฟ้าทะลายโจร ทำไห้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ใช้ได้ทั้งกิน ทั้งทา

 โรคเบาหวาน

ใช้ต้นฟ้าทะลายโจร และว่านเอ็นเหลือง กระชาย ทำเป็นยาเม็ดกิน

 ริดสีดวงทวาร

ให้รับประทานฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 2-3 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา และก่อนนอน อาการเลือดออก หรือปวดถ่วงจะหายไป และถ่ายได้สะดวกเป็นปกติ

Cr.Pics: https://health.kapook.com


รูปแบบการนำไปใช้

1. ใช้ในรูปยาต้ม โดยใช้ใบและกิ่งสดล้างให้สะอาด สับเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 10-15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง แก้เจ็บคอได้ หากจะใช้แก้ท้องเสีย แก้บิด ให้ใช้ 2-3 กำมือ

2. ใช้ในรูปยาลูกกลอน โดยนำใบและกิ่งมาล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง บดให้เป็นผง ปั้นผสมกับน้ำผึ้งเป็นเม็ดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย ผึ่งให้แห้ง รับประทาน ครั้งละ 3-6 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน

3. ใช้ในรูปยาแคปซูล โดยใช้ผงใบและลำต้นบรรจุลงในแคปซูล ใช้รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน เพื่อให้สะดวกในการรับประทาน เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก จึงนิยมใช้ในรูปยาลูกกลอนและรูปยาแคปซูล

4. ใช้ในรูปยาดองเหล้า นำใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยำให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ในขวดแก้ว แช่ด้วยเหล้าโรงพอท่วมยา ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละครั้ง เมื่อครบ 7 วัน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ในขวดที่มิดชิดและสะอาด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร

5. ใช้ใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเกลือเล็กน้อย เติมเหล้าครึ่งถ้วยยา น้ำครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากันแล้วรินเอาน้ำดื่ม ส่วนกากที่เหลือนำไปใช้พอกแผล-ฝี แล้วใช้ผ้าสะอาดพันไว้

บุคคลที่ไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจร

1. ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อ Streptococcus group A
2. ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคไตอักเสบ เนื่องจากเคยติดเชื้อ Streptococcus group A
3. ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจรูห์มาติค
4. ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอ เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย และมีอาการรุนแรง เช่น มีตุ่มหนองในคอ มีไข้สูง หนาวสั่น
5. ผู้ที่เป็นความดันต่ำ เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ลดความดันเลือดได้
6. สตรีมีครรภ์

ข้อควรระวัง

1. ฟ้าทะลายโจรอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเดิน ปวดเอว หรือวิงเวียนศีรษะ ใจสั่น ในผู้ป่วยบางราย หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดใช้ฟ้าทะลายโจร

2. หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรืออ่อนแรง ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 3 สัปดาห์

3. หากใช้ฟ้าทะลายโจรติดต่อกัน 3 วัน แล้วไม่หาย หรือมีอาการรุนแรงขึ้นระหว่างใช้ยา ควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://health.kapook.com

ชบา (Hibiscus) ประโยชน์ และสรรพคุณชบา

Cr.Pics: www.aga-agro.com


ชบา (Hibiscus) จัดเป็นไม้ประดับดอกที่นิยมปลูกกันทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบประเทศเขตร้อนของอเมริกา และแอฟริกา จนได้สมญานามว่า ราชินีแห่งดอกไม้เมืองร้อน นอกจากนั้น ยังนิยมนำดอก และใบที่มีสารเมือกมาใช้ประโยชน์ในด้านสมุนไพร และความงามอีกด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ชบา เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นแตกกิ่งตั้งระดับล่าง ลำต้นแตกกิ่งปานกลาง แต่ใบมีขนาดใหญ่ และดก ทำให้แลดูมีทรงพุ่มทึบ เปลือกลำต้นมีเส้นใยและยางเมือก สามารถดึงลอกออกเป็นเส้นเชือกได้

ใบ
ชบา ใบแตกออกใบเดี่ยวๆ เรียงสลับตามความยาวของกิ่ง ใบมีหูใบยาว 0.5-2 เซนติเมตร ใบมีรูปหลายลักษณะแตกต่างกันตามสายพันธุ์ ทั้งทรงกลม รูปไข่ ยาวประมาณ 4-9 เซนติเมตร โคนใบกว้าง ปลายใบแหลม มีก้านใบยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร แผ่นใบมีทั้งโค้งเป็นลูกคลื่นหรือเรียบ และมีร่องของเส้นใบหลักประมาณ 3 เส้น แผ่นใบมีสีเขียวสดถึงเขียวเข้ม เป็นมัน และมีขนเล็กๆปกคลุม ส่วนขอบใบมีทั้งหยักตื้นหรือหยักเป็นฟันเลื่อยลึก เมื่อนำใบมาขยำจะมีน้ำเมือกเหนียวออกมา

ดอก
ดอกชบาเป็นดอกสมบูรณ์ที่ออกเป็นดอกเดี่ยวๆบริเวณซอกใบที่ปลายกิ่ง ดอกตูมมีลักษณะเป็นหลอด ปลายหลอดแหลม มีกลีบเลี้ยงสีเขียวหุ่มด้านนอก โดยตัวดอกมีจำนวน กลีบเลี้ยง และกลีบดอก อย่างละ 5 อัน ซึ่งกลีบดอกมีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวหรือซ้อนกันเป็นชั้น โดยตัวดอกมีก้านดอกยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร ถัดมาเป็นริ้วประดับที่มีประมาณ 6-7 อัน รูปเส้นด้าย ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ถัดมาเป็นกลีบเลี้ยงสีเขียว แบ่งเป็น 5 กลีบ โคนกลีบกว้าง ปลายกลีบแหลม เป็นรูประฆัง ส่วนกลีบดอก มี 5 กลีบ กลีบดอกมีรูปไข่กลับหรือมนเรียงซ้อนเป็นวงกลม แผ่นกลีบดอกอาจเรียบหรือย่น หรือบิดเป็นคลื่น ส่วนขอบกลีบมักย่นเป็นลูกคลื่น เส้นผ่าศูนย์กลางของกลีบดอกประมาณ 6-10 เซนติเมตร มีโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปแตร ซึ่งสีของกลีบดอกมีหลายสี และเป็นสีที่สดใส ฉูดฉาด อาทิ สีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลือง เป็นต้น ซึ่งมักเป็นสายพันธุ์ลูกผสม

ด้านในตรงกลางมีก้านชูเกสรยาว ซึ่งมักมีสีเดียวกันกับกลีบดอกหรือโคนกลีบดอก โดยส่วนปลายสุดเป็นอับเรณูของเกสรตัวผู้ และตัวเมีย

ประโยชน์ชบา
1. ชบา เป็นไม้ประดับดอกที่นิยมปลูกมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะในฮาวาย และประเทศเขตร้อนต่างๆ เนื่องจาก ตัวดอกมีขนาดใหญ่ กลีบดอกมีสีสันสวยงาม ทั้งปลูกในแปลงจัดสวน ปลูกหน้าบ้าน และปลูกในกระถาง
2. กลีบดอกชบาในต่างประเทศนิยมใช้ทัดหูหรือสอดประดับศรีษะ รวมถึงนำมาถกร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องศรีษะ ส่วนประเทศไทย การนำดอกชบามาทัดหูหรือประดับศรีษะจะไม่นิยม เนื่องจาก ในสมัยอดีตคนไทยมีความเชื่อว่า ดอกไม้ชนิดนี้ซึ่งมีสีสันฉูดฉาด ถือ เป็นดอกไม้ที่เป็นตัวแทนของหญิงกากีหรือหญิงสองใจ รวมถึงหญิงที่มักมากในกาม หญิงไม่มีการสำรวม ชอบเต้นรำหาความสำราญไปวันๆ
3. ชบา นอกจากปลูกเพื่อประดับดอกแล้ว ยังนิยมปลูกสำหรับเป็นแนวรั้วหน้าบ้านร่วมด้วย
4. กลีบดอกชบาที่มีสีสันฉูดฉาด นำมาคั้นสกัดเอาน้ำสำหรับต้มย้อมผ้า ย้อมสีกระดาษ รวมถึงใช้ผสมทำขนมของหวานเพื่อให้ขนมมีสี
5. กลีบดอกสด นำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนใช้ชงเป็นชาดื่ม
6. กลีบดอกชบา นำมาขยำ ก่อนใช้พอกผม เพื่อกระตุ้นให้ผมงอก ช่วยให้ผมดกดำ
7. กลีบดอก และใบชบา นำมาขยำ และผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนใช้ทาชโลมหน้าหรือผิวหนัง เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว และลดความแห้งกร้านของผิว
8. กลีบดอกชบา นำมาขยำให้เกิดน้ำสี สำหรับใช้เป็นสีทาลำตัว ทาเล็บ ทาขนตา รวมถึงใช้ทารองเท้าให้เกิดสี
9. ลำต้นชบา นำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเยื่อกระดาษ
10. เปลือกต้นชบาดึงลอกออกเป็นเส้น นำไปใช้แทนเชือกรัดของ ซึ่งให้ความเหนียวสูง ทั้งใช้เป็นเชือกสดหรือนำไปตากให้แห้งก่อน

Cr.Pics: www.aga-agro.com


ฤทธิ์ทางเภสัชกรรมของสารเมือก
– ต้านการอักเสบ
– เพิ่มความนุ่มลื่น
– ช่วยรักษาความชุ่มชื้น
– ช่วยเพิ่มการกระจายตัวของตัวยา
– เป็นสารช่วยยึดเกาะเนื้อยา
– ส่งเสริมการออกฤทธิ์ของยาให้นานขึ้น

สรรพคุณชบา
ใบ และดอก นำมาต้มดื่มหรือใช้เติมแต่งอาหาร
– ต้านโรคมะเร็ง
– บำรุงตับ ป้องกันตับเสื่อมจากสารพิษ
– ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว

ใบ และดอก นำมาใช้ภายนอกร่างกาย
ใบหรือดอก นำมาขยำให้เกิดเมือกหรือผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนใช้ทา ใช้ประคบหรือใช้สระ มีสรรพคุณ ดังนี้
– รักษาแผลไฟไหม้ แผลน้ำร้อนลวก
– รักษาแผลสด
– รักษาแผลติดเชื้อ แผลมีน้ำหนอง
– ป้องกันการอักเสบ และการติดเชื้อของแผล
– ช่วยลดอาการบวมซ้ำ
– กระตุ้นการงอกของเส้นผม
– บำรุงผมให้ดกดำ

ราก และลำต้น นำมาต้มดื่ม
– แก้อาการไอ อาการระคายคอ
– ช่วยขับเสมหะ
– รักษาหลอดลมอักเสบ
– รักษาประจำเดือนมาไม่ปกติ
– รักษาอาการตกขาว
– รักษาอาการเลือดไหลทางช่องคลอด
– รักษามดลูกอักเสบ
– รักษาอาการตกขาว
– รักษาอาการเลือดไหลทางช่องคลอด

ราก และลำต้น ใช้ภายนอก
– น้ำต้มจากราก และเปลือกลำต้น นำมาอาบ ช่วยรักษาผดผื่นคัน
– น้ำต้มใช้อาบ ช่วยรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราชนิดต่างๆ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://puechkaset.com

10 ประโยชน์จากหัวหอม ที่รู้แล้วต้องบอกต่อ !

Cr.Picshttps://www.sanook.com


การทานหอมหัวใหญ่เป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ เพราะหอมหัวใหญ่มีสารฟลาโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งไขมันไม่ให้เกาะ หรืออุดตันผนังหลอดเลือดภายในร่างกายได้ดี นอกจากนี้หัวหอมยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง…


1.นอนไม่หลับ

ใครที่มักมีปัยหานอนไม่หลับ ลองใช้กลิ่นจากหัวหอมแดงมาเป็นอโรมาอ่อนช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้นดูค่ะ เพียงแค่หั่นหอมแดงเป็นแผ่นบางๆ แล้วห่อด้วยผ้าบางๆ วางไว้ข้างหมอนหรือบนหัวเตียง กลิ่นอ่อนๆ ที่ระเหยออกมาจะช่วยให้ผ่อนคลายและหลับได้ดีขึ้นค่ะ

2.ช่วยรักษาแผล

คนสมัยก่อนเวลาที่ลูกหลานวิ่งเล่นหกล้ม เกิดแผลฟกช้ำ มักจะนำเอาหอมแดงมาหั่นเป็นแว่นๆ แล้วผสมกับน้ำมันมะพร้าวและเกลือ จากนั้นนำมาต้มให้เดือดและนำมาพอกบริเวณแผล แนะนำว่าก่อนพอกหัวหอมบนแผล ต้องล้างแผลให้สะอาดก่อน เพื่อป้องกันการอักเสบของแผลค่ะ

3.แก้สิว

สำหรับคนที่เป็นสิว จุดด่างดำบนใบหน้า ลองตัวช่วยที่หาได้จากในครัวอย่างหอมแดงดูค่ะ แค่หั่นหอมแดงเป็นแผ่นบางๆ ล้างหน้ให้สะอาดแล้วนำหอมแดงมาทาบริเวณใบหน้าที่มีปัญหา ทำเป็นประจำสิว จุดด่างดำจะค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ

4.ช่วยบำรุงสมอง

ในหอมแดงจะมีธาตุฟอตฟอรัสปริมาณสูง ซึ่งถ้าทานบ่อยๆ จะช่วยบำรุงสมองทำให้มีความจำดีค่ะ

5.ช่วยให้เจริญอาหาร

ใครทานข้าวไม่ค่อยได้ ทานอะไรก็ไม่อร่อย รู้สึกเบื่ออาหาร แนะนำให้หนึ่งเมนูบนโต๊ะอาหารควรมีเมนูที่ปรุงจากหัวหอมค่ะ จะใช้หอมแดง หรือหัวหอมใหญก็ได้ เช่น ไข่เจียวใส่หอมใหญ่  ยำวุ้นเส้นใส่หอมแดงมากหน่อย หรือซุปหัวหอม ฯลฯ อาหารที่ปรุงจากหัวหอมจะให้ในเรื่องกลิ่นที่ทำให้ร่างกายมีความอยากอาหารมากขึ้น และรสชาติของหัวหอมจะช่วยทำให้ทานข้าวได้อร่อยขึ้นด้วยค่ะ

6.ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

การทานหอมหัวใหญ่บ่อยๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง เพราะในหอมหัวใหญ่จะมีเคอร์ซิติน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์และต้านการอักเสบ รวมถึงป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อีกด้วย

7.ลดอาการคัดจมูกจากหวัด

เวลาเป็นหวัดมักหายใจไม่ค่อยสะดวก เพราะมีน้ำมูกมากทำให้อัดอัดหายใจไม่โล่งจมูก วิธีแก้แบบรุ่นคุณย่า คุณยาย คือ ให้นำหัวหอมแดงมาบุพอแตกแล้งห่อด้วยผ้าเช็ดหน้า พกใส่กระเป๋าเสื้อ หรือวางไว้ข้างๆ ที่นั่งทำงาน ฯลฯ กลิ่นของหอมแดงที่ระเหยขึ้นมาจะช่วยให้หายใจได้คล่องและโล่งจมูกมากขึ้นค่ะ

8.ช่วยไล่แมลงสาบ

บ้านไหนที่มีปัญหาเรื่องแมลงสาบ แนะนำให้หั่นหัวหอม(หอมแดงหรือหอมหัวใหญ่) เป็นแผ่นๆ แล้วนำไปวางไว้บริเวณที่มักมีแมลงสาบเข้ามา ในหัวหอมจะมีสารกำมะถัน ซึ่งทำให้มีกลิ่นฉุนที่สามารถช่วยไล่แมลงสาบได้ดีค่ะ

9.ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

หอมแดงมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การทานหอมแดงเป็นประจำ จะสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยให้เลือดในร่างกายไหลเวียนได้สะดวก

10.ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหาร

เวลาทำเมนูปลานึ่ง ปลาเผา คุณแม่มักบุหัวหอมให้แตกแล้วยัดใส่ลงไปในตัวปลาด้วยเพื่อดับกลิ่นคาวปลา หรือเวลาต้มส้มแกงไก่ก็จะใส่หอมแดงหัวเล็กๆ ลงไปด้วย ช่วยลดกลิ่นคาวจากเนื้อไก่ ทำให้แกงมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://th.theasianparent.com

13 สรรพคุณ…ประโยชน์ของกุหลาบ มอบความงามที่มาพร้อมกับการมีสุขภาพดี

 

 

Cr.Pics: https://th.openrice.com


สิ่งที่ใช้สื่อถึงความรักของคนเรานั้นคงต้องมีดอกไม้สีสันสวยงามและมีกลิ่นหอมอย่าง “กุหลาบ” อยู่ในอันดับต้นๆ ที่เราจะนึกถึงแน่นอน และเจ้าดอกไม้ชนิดนี้ก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอีกด้วยนะ เพราะมีสารสำคัญที่สามารถใช้เป็นยาซึ่งมีสรรพคุณรักษาโรคได้หลากหลาย รวมทั้งมีผลดีต่อการดูแลผิวพรรณให้สวยงามอย่างมีสุขภาพดี

“กุหลาบ” ดอกหนามแหลม แต่สรรพคุณสุดแจ๋ว

ดังจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการนำดอกกุหลาบมาแปรรูปและสกัดเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ มากมาย เพราะกุหลาบมีน้ำมันที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น หรือเพื่อช่วยรักษาสิว เป็นต้น นอกจากนี้หากเอ่ยถึงน้ำมันหอมระเหยที่นิยมใช้เพื่อการบำบัดอารมณ์และจิตใจ ก็ต้องมีกลิ่นกุหลาบรวมอยู่ด้วยเสมอ เนื่องจากกุหลาบมีสรรพคุณที่ช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายจากความเครียดได้ง่าย รู้สึกสงบยิ่งขึ้น

13 สรรพคุณของกุหลาบ ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. กุหลาบมีวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย อาทิ วิตามินซี วิตามินบี วิตามินเค แคโรทีน แคลเซียม โพแทสเซียม ทองแดง หรือไอโอดีน ซึ่งจะมีมากในกลีบกุหลาบ ทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นระบบเลือด ระบบหัวใจ หรือระบบต่อมไร้ท่อ

2. สรรพคุณของกุหลาบนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ โดยกลิ่นของกุหลาบมีคุณสมบัติช่วยบำบัดอารมณ์ในทางลบ คลายความเครียดได้ดี ลดความวิตกกังวลหรือความเหนื่อยล้าทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยกลิ่นหอมๆ ของกุหลาบยังช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เลือดลมไหลเวียนดี และสมองมีการจดจำที่ดีขึ้น

3. น้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวและวิงเวียนได้ด้วย

4. กุหลาบมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย สมานแผลให้หายเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการของโรคผิวหนังต่างๆ ได้ดี

5. กุหลาบมีคุณสมบัติที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะการช่วยปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด หากมีอาการของผิวไหม้จากแดดเผาก็จะทุเลาลง เพราะมีเหล่าสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลายและในปริมาณมาก

6. กุหลาบมีสรรพคุณช่วยรักษาสิวอักเสบ ซึ่งมักจะเป็นมากในคนที่มีปัญหาของผิวมันและผิวแพ้ง่าย โดยจะทำให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียน ไร้สิว ผิวดูสดใสและมีสุขภาพดี นอกจากนี้มีบางคนใช้น้ำดอกกุหลาบมาแทนโทนเนอร์เพื่อทำความสะอาดผิวหน้าซึ่งจะทำให้ผิวไม่แห้ง

7. ประโยชน์ของกุหลาบช่วยบำรุงผิวพรรณของร่างกายให้ยังคงความชุ่มชื้ กักเก็บความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยออกจากผิวได้เร็ว ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดหรือมีสภาพผิวแบบไหน อย่างเช่นในผู้สูงอายุจะมีผิวแห้งเป็นส่วนใหญ่ก็ทำให้ผิวนุ่มเนียนน่าสัมผัสได้

8. กุหลาบมีประโยชน์ต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ช่วยยับยั้งการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ หากมีอาการของประจำเดือนมามากหรือไม่ปกติ ปวดท้องประจำเดือน ก็จะแก้ได้ด้วยการช่วยปรับฮอร์โมนให้เป็นปกติ และช่วยบำรุงมดลูกด้วย

9. กุหลาบสามารถทำเป็นชาสมุนไพรได้ ซึ่งให้ทั้งกลิ่นหอมและรสหวานละมุนแล้ว ยังมีประสิทธิภาพในการช่วยกระตุ้นให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง และมีสรรพคุณเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้หวัด รักษาอาการหลอดลมอักเสบ เป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่ดีและปลอดภัยต่อสุขภาพ

10. ากุหลาบมีฤทธิ์ในการช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ

11. ชากุหลาบมีสรรพคุณช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับความดันในเลือดอยู่ในระดับปกติ ป้องกันโรคอุดตันในเส้นเลือด

12. กุหลาบมีประโยชน์ในการลดอาการปวดของกล้ามเนื้อหรือปวดข้อให้ดีขึ้น โดยการนำน้ำดอกกุหลาบหรือน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบหยดผสมลงในน้ำเพื่อใช้อาบน้ำ และบางครั้งก็อาจทำเป็นสเปรย์น้ำดอกกุหลาบซึ่งเมื่อใช้ฉีดพ่นบริเวณที่ปวดก็จะช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

13. กุหลาบแห้งที่บดเป็นผงเราสามารถใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับในช่องปาก ทำให้ฟันและเหงือกแข็งแรง

 

คงได้เห็นกันอย่างชัดเจนแล้วว่า “กุหลาบ” ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ที่งดงามเท่านั้น แล้วกลิ่นหอมของมันก็ไม่ได้ทำได้เพียงให้ความหอมสดชื่นแก่คนเรา แต่กุหลาบมีประโยชน์ในการช่วยบำบัดโรค ที่สำคัญคือในกลีบกุหลาบสีสวยๆ ก็มีสรรพคุณใช้เป็นยาที่ทำให้สุขภาพดีพร้อมทั้งมอบความงามให้แก่ร่างกายของเราอีกด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://sukkaphap-d.com

10 ประโยชน์ถั่วลันเตา ลดน้ำตาลในเลือดได้อยู่หมัด

Cr.Pics: https://health.kapook.com


ถั่วลันเตา อีกหนึ่งอาหารจากธรรมชาติที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมานาน ซึ่งนอกจากจะรสชาติหวานกรอบอร่อยแล้ว ก็ยังมีคุณค่าทางอาหารอีกมากมายที่รอให้คุณสัมผัสกับประโยชน์ดี ๆ เพื่อสุขภาพ มาทำความรู้จักกับผักชนิดนี้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะตกหลุมรักเจ้าผักชนิดนี้จนรีบหามารับประทานกันอย่างด่วนจี๋เลย

ถั่วลันเตา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Peas, Garden Peas หรือ Green Peas มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pisum sativum L. เป็นพืชในตระกูลถั่ว (Legumes) สันนิษฐานว่ามีต้นกำเนิดมาจากแถบประเทศซีเรียและตุรกีในปัจจุบัน โดยมีการพบว่าเริ่มปลูกพืชชนิดนี้มาตั้งแต่ 8,000-9,500 ปีก่อน ชื่อของถั่วลันเตานั้นพ้องเสียงมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วที่เรียกถั่วชนิดนี้ว่า ห่อหลั่นตา ซึ่งมีความหมายว่า ถั่วจากฮอลแลนด์

ทั้งนี้ลักษณะโดยทั่วไปของถั่วลันเตาคือ เป็นไม้เลื้อย ลำต้นเล็กเป็นเหลี่ยม ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 1-4 คู่ ใบย่อยมีลักษณะเป็นรู้กึ่งวงกลม หรือเป็นรูปรี โคนใบกลม ปลายใบแหลม มีสีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ผสมตัวเอง ลักษณะเป็นแบบช่อกะจะ กลีบกลางสีขาวหรือขาวปนน้ำเงิน กลีบคู่ด้านข้างสีขาว หรือมีแต้มสีม่วงแดง กลีบคู่ล่างมีสีเดียวกัน โดยส่วนที่นิยมนำมาใช้ถือผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝักถั่ว ภายในฝักมีเมล็ดตั้งแต่ 3-10 เมล็ด สามารถนำมารับประทานได้ทั้งฝักเมื่อยังเป็นฝักอ่อน หรือจะนำเมล็ดแก่ออกจากฝักมารับประทานก็ได้ ถั่วลันเตาได้รับความนิยมสูงเนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยในเมล็ดถั่วลันเตา 100 กรัม มีคุณค่าทางอาหารดังนี้

– พลังงาน 84 กิโลแคลอรี
– น้ำ 77.87 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 15.63 กรัม
– โปรตีน 5.36 กรัม
– ไขมัน 0.22 กรัม
– ไฟเบอร์ 5.5 กรัม
– น้ำตาล 5.93 กรัม
– แคลเซียม 27 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 1.54 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 39 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัส 117 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 271 มิลลิกรัม
– โซเดียม 3 มิลลิกรัม
– สังกะสี 1.19 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 14.2 มิลลิกรัม
– ไนอะซิน 2.021 มิลลิกรัม
– ไธอะมิน 0.259 มิลลิกรัม
– ไรโบฟลาวิน 0.149 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 6 0.216 มิลลิกรัม
– โฟเลต 63 ไมโครกรัม
– วิตามินเอ 801 ยูนิด
– วิตามินอี 0.14 มิลลิกรัม
– วิตามินเค 25.9 ไมโครกรัม

 

Cr.Pics: https://health.kapook.com


ประโยชน์ของถั่วลันเตา ดีแบบเน้น ๆ เด่นบำรุงสุขภาพ

นอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ถั่วลันเตาเองก็ยังมีประโยชน์กับสุขภาพอีกมากมาย จึงทำให้ถั่วชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่มีดีอย่างครบถ้วนทั้งในด้านรสชาติที่หวานกรอบ และการบำรุงสุขภาพ ซึ่งประโยชน์ของถั่วลันเตามีดังนี้ค่ะ

1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ไม่ว่าจะเป็นสารฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ กรดฟีโนลิก และโพลีฟีนอล ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย ลดการอักเสบ อันเป็นสาเหตุของโรคภัยต่าง ๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย อีกทั้งยังมีวิตามินซี วิตามินอี และสังกะสีที่ดีต่อสุขภาพ

2. ช่วยลดน้ำหนัก

ขึ้นชื่อว่าถั่วแล้ว แน่นอนล่ะว่าถั่วลันเตาก็เป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่มีปริมาณโปรตีนสูง แถมยังมีไขมันต่ำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก อีกทั้งไฟเบอร์ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยทำให้อิ่มนานขึ้น ลืมไปได้เลยเรื่องหิวบ่อย

3. ลดคอเลสเตอรอล

ไนอะซิน (Niacin) ที่อยู่ในถั่วลันเตา มีส่วนสำคัญในการช่วยลดการสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์ และไขมัน VLDL ซึ่งเป็นไขมันที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ลำเลียงไตรกลีเซอไรด์จากตับไปยังอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ลดลง แต่ทำให้คอเลสเตรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น (HDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดอุดตันได้

 

Cr.Pics: https://health.kapook.com


4. แก้ท้องผูก

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถั่วลันเตาช่วยคุณได้ค่ะ เพราะเจ้าถั่วชนิดนี้มีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย และทำให้ระบบลำไส้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ

5. บำรุงหัวใจ

นอกจากช่วยลดคอเลสเตอรอล และป้องกันหลอดเลือดอุดตันแล้ว ลูทีน และไฟเบอร์ที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้อีกด้วย โดยจะเข้าไปป้องกันการก่อตัวของคราบพลักภายในผนังหลอดเลือดแดง ไม่เพียงเท่านั้นไธอะมีน โฟเลต ไรโบฟลาวิน ไนอะซิน และวิตามินบี 6 ยังช่วยลดระดับของโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจลง

6. ป้องกันมะเร็งในช่องท้อง

การศึกษาในประเทศเม็กซิโกพบว่า การรับประทานถั่วลันเตาเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งในช่องท้องได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า ภายในถั่วลันเตานั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า คูเมสทรอล (Coumestrol) อยู่สูงถึง 10 มิลลิกรัมต่อถั่วลันเตา 1 ถ้วย ซึ่งเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้จะเข้าไปป้องกันการออกซิเดชั่นที่ทำให้เกิดการอักเสบ และยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง

7. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ไฟเบอร์ที่อุดมอยู่ในถั่วลันเตา ทำให้เจ้าถั่วชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะไฟเบอร์เหล่านี้จะไปทำให้น้ำตาลถูกย่อยช้าลง อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังไปป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ที่สำคัญคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังเป็นมิตรกับสุขภาพ

8. บำรุงสายตา

ถ้าจะพูดถึงวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตาก็ต้องวิตามินเอ ซึ่งในถั่วลันเตาก็มีอยู่ไม่น้อย โดยในถั่วลันเตาเพียง 1/2 ถ้วย มีปริมาณวิตามินเอถึง 32% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน อีกทั้งยังมีลูทีน (Lutein) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องดวงตาจากภาวะต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม ช่วยให้ดวงตาของเรายังใสปิ๊งไปอีกนาน

9. บำรุงกระดูก

ถั่วลันเตามีวิตามินเคสูง เพียง 1 ถ้วยก็มีปริมาณวิตามินเคถึง 44% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ซึ่งเจ้าแร่ธาตุชนิดนี้นี่ล่ะค่ะ ที่จะเข้าไปช่วยเสริมสร้างกระดูก ช่วยให้กระดูกสะสมแคลเซียมได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี ที่มีสรรพคุณป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย

10. อุดมด้วยธาตุเหล็ก

สำหรับคนที่ต้องการเสริมธาตุเหล็ก ถั่วลันเตาก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการบำรุงสุขภาพ เพราะถั่วลันเตาครึ่งถ้วยมีธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม ซึ่งธาตุเหล็กนั้นเป็นสารอาหารสำคัญที่พบได้ในฮีโมโกลบิน โปรตีนสำคัญที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การรับประทานธาตุเหล็กอย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอและไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย

ข้อควรระวังในการรับประทานถั่วลันเตา

แม้ว่าถั่วลันเตาจะมีประโยชน์กับร่างกาย แต่เจ้าถั่วชนิดนี้ก็ยังมีข้อที่ควรระวัง โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคไต หรือโรคเกาต์ เพราะในถั่วลันเตานั้นมีสารพิวรีน (Purines) ซึ่งสารนี้เมื่อถูกแปรสภาพแล้วจะกลายเป็นกรดยูริก และกรดยูริกก็จะไปทำให้อาการโรคไต และโรคเกาต์กำเริบขึ้นได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน หรือรับประทานแต่น้อยจะดีที่สุด

  นอกจากอร่อยแล้ว ถั่วลันเตายังมีประโยชน์ดี ๆ มากมายขนาดนี้ รู้อย่างนี้แล้วถ้าอยากมีสุขภาพดีก็ลองให้ถั่วลันเตาเป็นหนึ่งในตัวเลือกเมนูอาหารของคุณวันนี้นะคะ รับรองว่าไม่มีทางผิดหวังแน่นอน 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://health.kapook.com
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
กรมส่งเสริมการเกษตร
Encyclopedia of Life
whfoods.com
realfoodforlife.com
livestrong.com

โจโจบาออยล์ (Jojoba Seed Oil) สารสกัดจากพืช

Cr.Pics: http://hudabeauty.com


jojoba oil? โจโจบาออยล์คืออะไร 

Jojoba คือ สารสกัดจากเมล็ดของต้นโจโจบา ต้นโจโจบามีผลเป็นเมล็ดกลมๆ สีน้ำตาล เมื่อผ่าออกมาจะเห็นครีมคล้ายขี้ผึ้งอยู่ข้างใน ส่วนนี้เองที่นำมาใช้สกัดเป็นน้ำมันบริสุทธิ์สิ่งที่น่าสนใจก็คือไม่ใช่ “น้ำมัน” เสียทีเดียว แต่คือ wax ester ( ester คือ สารประกอบอินทรีย์เกิดจากปฏิกิริยาของกรดกับแอลกอฮอล์) ในบรรดาสารสกัดจากธรรมชาติทั้งหมด wax ester ชนิดนี้มีลักษณะคล้ายน้ำมันของผิวมนุษย์เราที่สุด ในทางทฤษฎีการทา jojoba oil ลงบนผิวจะสามารถ “หลอก” ผิวของเราให้คิดว่ามีน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวเพียงพอแล้ว จึงส่งผลผิวสร้างสมดุลในการผลิตน้ำมัน สรุปง่ายๆก็คือว่า jojoba oil จะไม่ก่อให้เกิดสิวดังนั้นเราสามารถนำมาใช้ได้อย่างไม่ต้องกลัว
Jojoba oil มีสารคุณสมบัติเป็น Collagen ชนิดเดียวกับผิว ช่วยขจัดน้ำมันบนใบหน้าและสิวเสี้ยน สามารถนำไปล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าได้ดีเยี่ยม และยังช่วยลดรอยแผลเป็นให้จางลงได้ ใช้บำรุงผิว ล้างเครื่องสำอาง และมีสารกันแดด spf = 4 ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายชนิดนำน้ำมันโจโจบามาเป็นส่วนผสมหลัก ไม่ว่าจะเป็น บอดี้ครีม บอดี้โลชั่น ลิปบาล์ม บาล์มบำรุงเล็บ เพราะน้ำมันโจโจบามีคุณสมบัติพิเศษคือ ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับออกซิเจนในอากาศ จึงไม่มีกลิ่นเหม็นหืน และยังช่วยบำรุงให้ผิวชุ่มชื่น ช่วยโอบอุ้มน้ำใต้ผิวเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันธรรมชาติให้ผิว จึงเหมาะที่จะนำไปผลิตเครื่องสำอางอย่างมาก


ประเภทของ Jojoba Oil

Jojoba Oil Golden

Jojoba Oil Golden คือ Jojoba Oil ที่สกัดแบบเพียวๆ คือไม่มีการตัดกลิ่นและสีออกจากตัวน้ำมันเลย ทำให้ Jojoba Oil แบบนี้จะมีความเข้มข้นสูง สีจะเป็นสีเหลืองทองเข้ม กลิ่นก็จะแรงกว่า และที่สำคัญ Jojoba Oil Golden นั้นจะมีวิตามินและกรดไขมันที่มากกว่า ซึ่งจะมีประโยชน์กับผิวของเรามากกว่า

Jojoba Oil Refined

Jojoba Oil Refined คือ Jojoba Oil ที่สกัดออกมาตรงข้ามกับ Jojoba Oil Golden คือ มันจะตัดกลิ่นและสีตามธรรมชาติของ Jojoba Oil ออกไปให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งทำให้ Jojoba Oil Refined นี้เหมาะกับการเอาไปผสมกับเครื่องสำอางหรือครีมต่างๆได้ดี เพราะไม่ทำให้สีและกลิ่นของผลิตภัณฑ์นั้นๆผิดเพี้ยนไปนั่นเอง และจากการที่มันถูกสกัดมากเกินไปก็ทำให้ Jojoba Oil Refined สูญเสียคุณสมบัติและประโยชน์บางอย่างของ Jojoba Oil ไป ซึ่งถ้ามองในเรื่องนี้ Jojoba Oil Refined เป็นรอง Jojoba Oil Golden แน่นอน

ประโยชน์ของโจโจ้บาออยล์ Jojoba Oil กับการบำรุงผิว 

  • ช่วยลดเลือนเนื้อลายและรอยเหี่ยวย่น ช่วยให้รอยแผลเป็นจางลง
  • ช่วยให้ผิวสามารถกักเก็บน้ำหล่อเลี้ยงได้ยาวนานขึ้น
  • ทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกและขจัดสิ่งสกปรกที่รูขุมขน จึงเหมาะสำหรับคนที่เป็นสิวและผิวหน้ามัน และปรับสภาพความเป็นกรดด่างบนผิวได้ดี
  • ปกป้องความชุ่มชื้นบนเส้นผมได้ดีเยี่ยม ให้ความรู้สึกไม่เหนอะหนะผิว กระจายตัวและดูดซึมได้ดีบนผิว
  • ไม่ระคายเคืองและเหมาะกับผิวแพ้ง่าย ในร่างกายคนเราสามารถผลิตน้ำมันที่มีลักษณะคล้ายโจโจ้บาได้เองตามธรรมชาติ แต่ปัจจัยที่ทำให้น้ำมันใต้ผิวลดลงขึ้นอยู่กับอายุ อากาศ สิ่งแวดล้อม มลภาวะ หรือแม้แต่ความเครียดก็มีส่วนทำให้น้ำมันใต้ผิวลดลงเราจึงต้องหาตัวช่วยที่ จะทำให้ผิวของเราชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา
  • เมื่อใช้ทาผิวจะช่วยให้ผิวเนียนนุ่มขึ้น เนื่องจากโจโจ้บามีวิตามินอีที่ช่วยรักษาความชุ่มชื่นให้กับผิว และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยได้อีกด้วย
  • โจโจ้บายังช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ช่วยขจัดรังแค ลดอาการคันศีรษะ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ในน้ำมันโจโจ้บา ยังมีแร่ธาตุทองแดง โครเมียม ไอโอดีน ซิลิคอน และสังกะสี นอกจากนั้นยังมีวิตามินอี และบีรวม ซึ่งล้วนแต่สำคัญสำหรับผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ ผู้หญิงในแถบเม็กซิโกนำน้ำมันที่สกัดจากโจโจบามาบำรุงเส้นผมไม่ให้แห้งเสีย

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://lyyonesse.blogspot.com/2016/07/jojoba-seed-oil.html

มิลค์ ทิสเซิล (Milk thistle)

Cr.Pics: https://selero.ru/th/hair-products/milk-thistle-dr-wistong-instructions-for-use.html


มิลค์ทิสเทิล (Milk Thistle)

Milk Thistle หรือ St Mary’s Thistle มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Silybum marianum (L.) Gaertn. เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และถูกนำไปแพร่หลายในยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ก้านและใบอ่อนนิยมใช้ทำสลัด ส่วนที่มีการนำมาใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคคือเมล็ด

มิลค์ ทิสเซิล (Milk thistle) ที่มาของชื่อมาจาก มิลค์ ที่แปลว่า น้ำนม เนื่องจากพืชชนิดนี้มียางสีขาวคล้ายน้ำนม และ ทิสเซิล ที่แปลว่า ไม้มีหนาม ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้เป็นไม้ดอกต้นเล็กๆ สีม่วง และมีหนาม เป็นพืชพื้นเมืองของยุโรป และแอฟริกา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Silybum marianum สารสำคัญที่พบคือ ซิลิมาริน(Silymarin) และซิลิบินิน(Silibinin) ซึ่งตั้งตามชื่อของต้นไม้

มิลค์ ทิสเซิล เป็นพืชสมุนไพรในเขตยุโรป ใช้รักษาโรคตับ ตั้งแต่ 2,000 ปีก่อน ช่วยปกป้องตับจากสารพิษ ทั้งพิษจากเห็ด และพิษงู จากหลักฐานทางคลินิกพบว่า สารสกัดจาก Milk Thistle ที่มีองค์ประกอบหลักเป็น Silymarin สามารถรักษาโรคตับอักเสบได้ โดยที่ Silymarin มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ในการป้องกันตับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  1. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
    1.1 Silybin และ Silydianin สามารถยับยั้งการสร้าง Superoxide และ Hydrogen peroxide ในเม็ดเลือดขาว
    1.2 Silybin ช่วยเสริมฤทธิ์ในการขจัดอนุมูลอิสระของเอ็นไซม์ Superoxide dismutase และ Glutathione peroxidase ในเม็ดเลือดแดง
  2. ทำงานร่วมกับวิตามินอี ในการกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในตับ
  3. เพิ่มปริมาณ Glutathione ซึ่ง Glutathione เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อช่วยขจัดสารพิษ
  4. ฤทธิ์ในการควบคุมการซึมผ่านของเซลล์เมมเบรน และเพิ่มความคงทนของเซลล์ต่อการบาดเจ็บจากภายนอก
  5. ฤทธิ์ในการเพิ่มการสังเคราะห์ Ribosomal RNA และ โปรตีน ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ โดยเฉพาะเซลล์ตับ (Regenerates liver cells)
  6. ฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ Silybin, Silychristin และ Silydianin สามารถยับยั้งการสร้าง Prostaglandins (ศึกษาในหลอดทดลอง)
  7. ฤทธิ์ในการปกป้องตับจากสารพิษ
  8. ต้านเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์
  9. มีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

พบว่าสารสกัดจาก Milk Thistle ที่มีสาร flavanolignans เป็นองค์ประกอบหลัก สามารถลดความเป็นพิษต่อเซลล์ของ Carbon tetrachloride และ Galactosamine (ศึกษาในหลอดทดลอง) นอกจากนี้การทดลองในสัตว์ยังพบว่า Silymarin และ Silybin ยังสามารถปกป้องตับจากการได้รับสาร Ethanol, Paracetamol, Lanthanides, FV3 virus, โลหะหนัก และ Thioacetamide

นอกจากนี้ Silymarin ยังสามารถใช้ในการป้องกันและรักษาในกรณีที่ได้รับเห็ดพิษบางชนิด เช่น Amanita phalloides โดยป้องกันไม่ให้สารพิษจากเห็ดจับกับเซลล์ตับ และป้องกันการแทรกซึมผ่านของสารพิษสู่เซลล์ตับ และยังพบว่า Silymarin สามารถป้องกันตับถูกทำลายจากเชื้อ Plasmodium berghei ได้

Milk Thistle ช่วยให้ตับมีสมรรถภาพที่ดีขึ้นในโรคของตับต่อไปนี้

  1. โรคตับอักเสบ (Hepatitis) ทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง
  2. โรคตับแข็ง (Cirrhosis)
  3. โรคไขมันสะสมในเนื้อตับ (Fatty Liver Disease)
  4. ช่วยล้างสารพิษในตับ ป้องกันตับเสื่อม เนื่องจากสารพิษ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.greenclinic.in.th/milkthistle.html

Stem Cell Apple สเต็มเซลล์ แอปเปิ้ล ดีอย่างไร?

Cr.Pics: http://www.nicheskin.com/


Stem Cell Apple เซรั่มสูตรเข้มข้น ได้แนวคิดจากการรักษาผิวหน้าให้ขาวใสและเรียบเนียนด้วยแสงเลเซอร์ โดยเซรั่มเลียนแบบวิธีการทำงานของเลเซอร์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นจนจบ และบำรุงลึกอย่างถาวรในระยะยาว แต่ตัดผลข้างเคียง ที่เป็นข้อเสียจากการทำเลเซอร์ออกทั้งหมด เพื่อให้ได้ประสิทธิ ภาพสูงสุด เหมาะกับทุกสภาพผิวโดยเฉพาะผู้ที่ผิวหน้าแพ้ง่าย โดยเริ่มตั้งแต่ผลัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำออกอย่างเป็นธรรมชาติ เผยผิวใสด้วยการกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่ ปรับผิวให้เรียบเนียนและลดการหมุนเวียนน้ำมันใต้ชั้นผิวช่วยให้ผิวหน้าแลดูละเอียด เรียบเนียน เปล่งปลั่ง ลดการเกิดฮอร์โมน Alpha MSH-Melanocyte Stimulating Hormone (อัลฟ่า เอมเอสเอช) และ Tyrosinase (เอนไซม์ ไทโรซิเนส) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกระบวนการสร้างเม็ดสี เพื่อให้ผิวขาวกระจ่างใส สีผิวสม่ำเสมอ อมชมพู ฟื้นฟูสภาพผิวให้แข็งแรง รูขุมขนแลดูกระชับ เนียนเรียบ น่าสัมผัส เพราะเซลล์ผิวได้รับการบำรุงจากภายใน เผยผิวที่แลดูอ่อนกว่าวัยด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ โดยวัตถุดิบธรรมชาติ

Stem Cell Apple เผยผิวใสด้วย 4 ขั้นตอนการทำงาน

1. ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน: Alpha Lipoic

สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ธรรมชาติที่ถูกขนานนามว่าเป็น “Universal Antioxidant” เพราะสามารถละลายได้ทั้งในน้ำ และในไขมัน เนื่องจากเซลล์ผิว ประกอบด้วยน้ำและไขมัน สารต้านอนุมูลอิสระบางชนิด เช่น วิตามิน ซี (Vitamin C) ที่ละลายได้เฉพาะในน้ำ หรือ วิตามิน อี (Vitamin E) ที่ละลายได้เฉพาะในไขมัน Alpha Lipoic ยังสามารถชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว (Glycoxidation) ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยก่อนวัยและสามารถปกป้องผิวจากการถูกทำลา และเร่งกระบวนผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมแล้ว ให้ผลัดออกเพื่อเผยผิวใหม่ที่กระจ่างใส

2. กระตุ้นเซลล์ผิวใหม่: Phyto ESC (Apple Stem Cells)

สารสกัดที่ได้จากแอปเปิ้ลพันธุ์หายาก (Swiss Apple) ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นการสกัดด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงจึงกลายเป็น Stem Cells จากพืชที่ปลอดภัย เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ความเครียด รวมถึงมลภาวะต่างๆ ส่งผลให้สเตมเซลล์ในเซลล์ผิวหนังลดลงตามธรรมชาติแต่ Phyto ESC จะช่วยคงสภาพ (Epigenetic) และยืดอายุ (Metabolites) สเตมเซลล์ในเซลล์ผิวหนังจาการถูกทำลายจากมลภาวะต่างๆ รวมถึงซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรงอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทำให้เซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่มีความแข็งแรง และยืดหยุ่น

3. ปรับผิวหน้าให้ละเอียด เรียบเนียน: Enantia Chlorantha Extract and Oleanolic Acid

สารสกัดจากธรรมชาติที่ได้จากพืชพื้นเมืองของแอฟริกา (Enantia Chlorantha) และสารสกัดที่ได้จากต้นมะกอก (Oleanolic Acid) ซึ่งช่วยลดการแบ่งตัวที่ผิดปกติในชั้นหนังกำพร้า ทำให้การผลัดเซลล์ และการเคลื่อนย้ายเซลล์ไปที่ผิวหนังชั้นนอกได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ได้ผิวที่ละเอียด เรียบเนียน อีกทั้ง ยังช่วยลดการหมุนเวียนของน้ำมันใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าแลดูสุขภาพดี ไม่มันเงา และลดโอกาสการเกิดสิวอุดตันบนใบหน้า

4. ปรับสีผิวให้ขาว กระจ่างใส: Acerola Cherry

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ซึ่งให้วิตามินซีสูง ทำหน้าที่เป็นสารช่วยยับยั้งการสร้างสารอนุมูลอิสระ และอยู่ในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซึม และนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีสามารถซ่อมแซม ป้องกันการเสื่อมตัวและขจัดโมเลกุลของเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย อีกทั้งยังช่วยลดกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanocyte) โดยยับยั้งการผลิตเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผิวที่หมองคล้ำ ทำให้ผิว ขาว กระจ่างใส ป้องกันการเกิด ฝ้า กระ และ จุดด่างดําและยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุเกลือซึ่งกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวอมชมพูและคงความชุ่มชื้นของผิว คุณประโยชน์อื่นนอกเหนือการทำงาน 4 ขั้นตอนแบบเลเซอร์ ที่เน้นการแก้ปัญหาผิวที่ต้นขั้วของปัญหาแบบยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://mahosot.com

Show Buttons
Hide Buttons