สารสกัดจากต้นตะบองเพชรอเมริกัน (OPUNTIA STREPTACANTHA STEM EXTRACT)

Cr. Pics: http://www.tipdisease.com


เมื่อก่อนชาวอินเดียนอเมริกัน นำตะบองเพชรมาฝานให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วมาส์กบนผิวหน้า เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันแสงแดด ในสารสกัดจากตะบองเพชร อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น โปรตีน แร่ธาตุ เซลลูโลส วิตามีเอและวิตามินซีและมีสาร Anti- oxidant ที่ชื่อว่า Betanin & Indicaxanthin ที่ช่วยบำรุงผิวและต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพดอกไม้ของมันมีโพลีแซคคาไรด์เป็นส่วนประกออบหลักซึ่งทำหน้าที่เป็นสารที่ให้ความชุ่มชื้น  นอกจากนี้เมล็ดของมันสามารถสกัดเป็นน้ำมัน ที่มีไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยเติมน้ำให้กับผิว และยังสามารถช่วยบำรุงและซ่อมแซมเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดี

นอกจากนี้เซรั่มที่ผ่านกระบวนการหมักจากแคคตัส ประกอบไปด้วยสารที่เป็นประโยชน์ต่อผิว ได้แก่  SOD  Flavonoids และโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้นและกระจ่างใสขึ้น  เซรั่มจากแคคตัสนี้พิเศษกว่าสารสกัดแคคตัสรูปแบบดาธรรมดา เนื่องจากนำไปผ่านกระบวนการหมักก่อน จึงทำให้ขนาดโมเลกุลเล็กลง มีผลทำให้ประสิทธิภาพการซึมผ่านสู่ผิวเร็วขึ้น

คุณสมบัติพิเศษสารสกัดจากต้นตะบองเพชรอเมริกัน
  1. ช่วยบรรเทาผิวจากการระคายเคือง
  2. ฟื้นฟูผิวและปกป้องผิว ให้ชุ่มชื่น มีสุขภาพ
  3. ให้ความชุ่มชื่นผิวลึกและยาวนาน
  4. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
  5. ช่วยลดการเกิดริ้วรอยและป้องกันการเกิดริ้วรอยในอ่อนเยาว์
กลไกการทำงานของกระบองเพชรช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมัน
  • ยับยั้งการสร้างไขมัน ลดความอยากอาหาร อิ่มนาน ไม่หิวบ่อย สารสกัดจากกระบองเพชร (Cactus Extract) กระบองเพชรเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดแถบทะเลทราย ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้สร้างไขมัน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายนำไขมันสะสมมาเผาผลาญได้ดีขึ้น และยังอุดมด้วยเส้นใยคุณภาพสูง ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด อุ้มน้ำได้ดี จึงช่วยลดความอยากอาหาร ช่วยให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ ป้องกันโรคริดสีดวง
  • ดักจับไขมัน ล้างพิษขจัดของเสีย ไคโตซาน (Chitosan) สารสกัดจากเปลือกสัตว์ทะเลกุ้งและปูให้สารสกัด ไคโตซาน ซึ่งมีประจุเป็นบวก ช่วย ดักจับไขมัน ที่มีประจุเป็นลบ ในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะในกระเพาะอาหาร ที่มีสภาพเป็นกรด ป้องกันการดูดซึมของไขมันส่วนเกินจึงมีผลลดและควบคุมน้ำหนักได้ และยังช่วยล้างพิษของลำไส้ และจากการศึกษา การรับประทานไคโตซาน วันละ 1,350 มก.ต่อวัน ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 80 ราย พบว่า เพียง 4 สัปดาห์ ระดับไขมันและของเสียในเลือดลดลง อย่างมีนัยสำคัญ 
  • เร่งการเผาผลาญน้ำตาลลดการสะสมไขมัน สารสกัดจากผลส้มแขก (Garcinia Cambogia Extract ) สารสกัดจากผลส้มแขกให้สารสกัด ชื่อ Hydroxy citric acid (HCA) จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่เปลี่ยนน้ำตาลไห้เป็นไขมัน ดังนั้น จึงช่วยลดการสะสมของไขมัน และยังช่วยให้อิ่มเร็ว รับประทานอาหารตามได้น้อยอีกด้วย 
  • ช่วยให้อิ่มเร็ว ช่วยระบาย ป้องกันริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ไซเลียม ฮัชค์ ( Psyllium husks) เส้นใยจากพืชธรรมชาติ มีลักษณะพิเศษพองตัวเหมือนเมือก ทำให้ช่วยดูดซับไขมันที่มาพร้อมอาหาร อุจจาระมีลักษณะลื่น ขับถ่ายสะดวก สารสกัดจากผลแอปเปิล (Apple Extract) สารสกัดจากแอปเปิล อุดมด้วยเส้นใยคุณภาพ ช่วยลดความอยากอาหาร ชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ลดการสะสมไขมันใหม่ เซลลูโลส(Cellulose) เส้นใยจากพืชธรรมชาติ ช่วยดูดซับไขมัน โคเลสเตอรอลพร้อมขับถ่ายออกจากร่างกาย พร้อมยังช่วยให้อิ่มเร็ว ไม่หิวบ่อย เอะคาเซียกัม (Acacia gum) เส้นใยชนิดพิเศษ ช่วยอุ้มน้ำเพิ่มปริมาณกากใยในกระเพาะช่วยทำให้อิ่มเร็ว ช่วยเรื่องระบบการขับถ่าย ป้องกันโรคริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ซ่อมแซมลำไส้ ต้านอนุมูลอิสระ เร่งการเผาผลาญ ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ในระบบทางเดินอาหาร บำรุงผิวให้สวยสดใส ต้านแก่ก่อนวัย วิตามิน ซี วิตามิน บี 6 (Vitamin C , Vitamin B 6) เร่งระบบการเผาผลาญของร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและเสริมผิวให้แข็งแรง บำรุงระบบประสาท สารสกัดจากมะขามป้อม (Emblic Extract) อุดมด้วยวิตามิน ซี สูง ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ต่อต้านริ้วรอย และยังมีฤทธิ์ช่วยระบายอ่อนๆ โอลิโกฟรุกโตส (Oligofrutose) เส้นใย “พรีไบโอติก ” เป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยเสริมการทำงานของลำไส้ ให้ทำงานปกติ เพื่อการขับถ่ายที่เป็นปกติ

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.zeninnovation.co.th/blog/extract/27003

20 ประโยชน์ของเปลือกกล้วย ช่วยได้สารพัด

Cr. Pics: http://www.thaiticketmajor.com


ประโยชน์ของเปลือกกล้วย บอกเขาไปให้ดังเลยว่าเปลือกกล้วยประโยชน์ครอบจักรวาล

เปลือกกล้วยมีประโยชน์นับไม่ถ้วนมาก ๆ ตั้งแต่ประโยชน์ด้านสุขภาพ ความสวยความงาม หรืองานบ้าน ความเป็นกล้วยก็กวาดเรียบ เพียบไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย

สมานแผล

สารในเปลือกกล้วยที่เป็นจุดเด่นมาก ๆ คือมีทั้งเอนไซม์ สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นได้ แค่เพียงนำเปลือกกล้วยไปล้างยางออกให้หมด แล้วค่อยนำมาถูรอบ ๆ ปากแผล โดยเฉพาะรอยแผลจากการเกา อาการคัน และเชื้อรา

ลบรอยสิว

เปลือกกล้วยช่วยรักษารอยสิวได้ด้วยนะจ๊ะ โดยแค่นำด้านในของเปลือกกล้วยมามาสก์หน้าบริเวณที่มีรอยสิว ทิ้งไว้สักพักให้ความชุ่มชื้นของเปลือกกล้วยซึมซาบสู่ผิวหนัง ให้โพแทสเซียม รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับรอยสิวสักพัก จากนั้นจึงใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ

ขัดฟันขาว

ใครฟันเหลือง ๆ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ เปลือกกล้วยช่วยคืนฟันขาวสะอาดใสให้คุณได้ค่ะ โดยนำเปลือกกล้วย (ด้านใน) ที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ มาขัดถูบนฟันนานประมาณ 2 นาที ทำแบบนี้ประมาณ 2 ครั้งต่อวัน เดี๋ยวก็เห็นผล

ขัดผิวขาวใส 

งานขัดผิวให้ขาวเปลือกกล้วยก็จัดให้ได้ โดยคนอยากผิวขาว  ก่อนอาบน้ำให้จัดเปลือกกล้วยมาสครับผิวเช้า-เย็น ทำเป็นประจำ สักพักจะเห็นว่าผิวเริ่มใส ขาวขึ้นอย่างช้า ๆ

เปลือกกล้วยพอกหน้า ลดริ้วรอย

สาว ๆ หนุ่ม ๆ ที่เริ่มมีริ้วรอยเกิดขึ้นบนใบหน้า อย่ารอช้า รีบนำเปลือกกล้วยมาพอกหน้าประมาณ 30 นาที จากนั้นก็ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด หรือจะพอกหน้าด้วยเปลือกกล้วยทิ้งไว้ข้ามคืนเลยก็ได้ รู้นะว่าอยากเห็นผลไว ๆ

คืนความชุ่มชื้นให้ใบหน้า

อย่างที่บอกว่าเปลือกกล้วยด้านในชุ่มน้ำพอสมควร ฉะนั้นหากรู้สึกว่าผิวหน้าแห้ง ก็นำเปลือกกล้วยมาพอกเพิ่มความชุ่มชื้นก่อนเข้านอนได้เลย

ตาบวม ๆ เปลือกกล้วยช่วยได้

นอกจากแตงกวาแล้ว ก็ยังมีเปลือกกล้วยอีกอย่างที่ช่วยลดอาการตาบวมตุ่ยได้ โดยประคบดวงตาด้วยเปลือกกล้วยทิ้งไว้สัก 5-10 นาที ให้ความชุ่มชื้นจากเปลือกกล้วยช่วยจัดการปัญหาตาบวมไปให้หมด

Cr. Pics: https://variety.topvalue.com


แก้ยุงกัด

น้ำตาลในเปลือกกล้วยสามารถลดอาการบวมของตุ่มคันจากยุงกัดได้ด้วย โดยแค่ใช้เปลือกกล้วยด้านในถูลงไปตรงบริเวณผิวที่โดนยุงกัด แล้วคลึงเบา ๆ ทิ้งไว้สักพัก อาการบวมแดงก็จะหายไป หรือไม่ว่าจะถูกแมลงอะไรกัดต่อย เปลือกกล้วยก็ช่วยลดอาการบวม แดง คันได้

ฆ่าเชื้อ

เปลือกกล้วยก็มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อเหมือนกันค่ะ สามารถรักษาแผลที่ถูกมีดบาดได้ โดยนำเปลือกกล้วยมาตัดเป็นชิ้นแล้วคว่ำส่วนสีขาวปิดลงบนแผล แล้วใช้ผ้าก๊อซปิดทับอีกที ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมงค่อยมาเปลี่ยนเปลือกกล้วยเป็นชิ้นใหม่ ปิดแบบนี้ไว้สักพักแล้วแผลจะค่อย ๆ หายไปเอง

เปลือกกล้วยแก้ส้นเท้าแตก

อย่างที่เห็นว่าเปลือกกล้วยด้านในจะมีลักษณะลื่น ๆ ความลื่นของเปลือกกล้วยนี่แหละค่ะที่เมื่อนำมาถูบริเวณส้นเท้าที่แห้งกร้าน ทิ้งไว้สัก 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำให้ผิวบริเวณส้นเท้านุ่มขึ้น ทำประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง พร้อมกับทาครีมบำรุงตามไปด้วย ก็หมดปัญหาเรื่องส้นเท้าแตกแล้ว

บรรเทาปวด

นำเปลือกกล้วยไปอังไฟ แล้วเอามาประคบร้อนบริเวณที่ปวดเมื่อย จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

กินลดความอ้วน

นี่ไม่ได้โม้นะว่าเปลือกกล้วยช่วยลดความอ้วนได้ แต่จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเปลือกกล้วยมีทั้งไฟเบอร์ วิตามินบี 6 บี 12 คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามิน A และลูติน จึงช่วยกระตุ้นการเบิร์นไขมันให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งสารอาหารแน่นขนาดนี้ก็ทำให้เราอิ่มอยู่ท้องได้นาน แค่เพียงนำเปลือกกล้วยล้างสะอาดไปปั่นเป็นสมูทตี้ดื่มปกติเท่านั้นเอง

หมักเนื้อย่างให้นุ่ม

ขณะย่างเนื้อในกระทะให้นำเปลือกกล้วยที่ล้างจนสะอาดลงไปคลุกเคล้าด้วยสักพัก ความชุ่มชื้นจากเปลือกกล้วยจะช่วยให้เนื้อย่างมีความนุ่มน่ากินมากขึ้น

กำจัดเพลี้ย

กลิ่นของเปลือกกล้วยรบกวนโสตประสาทของเพลี้ยได้ดีมาก ๆ ฉะนั้นหากสวน ไร่ นา ของใครมีปัญหาเพลี้ย ให้นำเปลือกกล้วยไปโรยทิ้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้ทั่ว แค่นี้ศัตรูพืชอย่างเพลี้ยก็จะไม่มากวนใจ

แก้เสี้ยนตำ

เสี้ยนเล็ก ๆ ที่ตำมือตำเท้า เอาออกง่าย ๆ ด้วยการนำเปลือกกล้วยไปพอกที่ปลายเสี้ยนไว้สักพัก เอนไซม์ในเปลือกกล้วยจะค่อย ๆ คลายความแน่นของเสี้ยนที่ตำออกมา จนในที่สุดเราจะดึงเสี้ยนออกได้ง่าย ๆ และเจ็บน้อยกว่าที่เคย


ขอบคุณข้อมูลจาก: https://hilight.kapook.com/view/132450

สรรพคุณและประโยชน์ของข้าวโอ๊ต 30 ข้อ

Cr. Pics: https://medthai.com


ข้าวโอ๊ต ชื่อวิทยาศาสตร์ Avena sativa L. จัดอยู่ในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE)

ลักษณะของข้าวโอ๊ต

เดิมทีแล้วข้าวโอ๊ตเป็นเพียงต้นหญ้าที่ขึ้นแทรกในนาข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ จึงถูกเก็บเกี่ยวมาด้วยและใช้กินเป็นธัญพืช เมื่อพื้นที่ข้าวสาลีมีความอุดมสมบูรณ์ ข้าวโอ๊ตจึงถูกใช้เป็นอาหารสัตว์ ยกเว้นในดินแดนที่ยากจนและทุรกันดารแถบยุโรปตอนเหนือเท่านั้นที่ยังใช้เป็นอาหารของคน ข้าวโอ๊ตปลูกกันมากเฉพาะในเขตยุโรปตอนเหนือที่อากาศค่อนข้างหนาวและมีแสงแดดน้อย โดยเฉพาะเยอรมันตอนเหนือ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และรัสเซีย

ประโยชน์ของข้าวโอ๊ต

  1. ฝรั่งหรือชาวตะวันตกยังคงกินข้าวโอ๊ตอย่างสม่ำเสมอมาเนิ่นนานนับพันปี เพราะข้าวโอ๊ตเป็นอาหารหลักที่กินทั้งเมล็ดได้ และจัดเป็นธัญพืชที่สำคัญอันดับต้น ๆ รองจากข้าวสาลี การกินข้าวโอ๊ตนั้นไม่ลำบาก เพราะไม่ต้องบดจนเป็นผงแป้งเหมือนข้าวสาลี ข้าวโอ๊ตที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารส่วนใหญ่จะเป็น flakes หรือ rolled oats ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติพิเศษที่ให้พลังงานสูง จึงตอบสนองความจำเป็นของคนในเขตหนาวในสมัยก่อน ซึ่งต้องต่อสู้กับความยากลำบากของภูมิอากาศและธรรมชาติ ปัจจุบันกิตติศัพท์เสริมพละกำลังของข้าวโอ๊ตก็ยังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
  2. ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีโปรตีนสูงที่สุดและมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้อยู่ถึง 6 ชนิด แป้งในข้าวโอ๊ตเป็นแป้งที่ย่อยง่ายมาก เพราะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยในการย่อย มีไขมันสูงสุดถึง 7% โดยเกือบทั้งหมดจะเป็นไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อน นอกจากนี้ยังมีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และไฟเบอร์ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ไฟโตเคมิคอล สังกะสี วิตามินซี สารยับยั้งโปรทีเอส กรดนิโคทินิก เป็นต้น
  3. ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด โดยคุณค่าทางโภชนาการของข้าวโอ๊ต ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 389 กิโลแคลอรี, โปรตีน 16.89 กรัม, ไขมัน 6.90 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 66.27 กรัม, ไฟเบอร์ 10.6 กรัม, น้ำ 8.22 กรัม, วิตามินบี1 0.763 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.139 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 0.961 มิลลิกรัม, วิตามินบี6 0.119 มิลลิกรัม, วิตามินบี9 56 ไมโครกรัม, วิตามินซี 0 มิลลิกรัม, แคลเซียม 54 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 4.72 มิลลิกรัม, แมกนีเซียม 177 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 523 มิลลิกรัม, โพแทสเซียม 429 มิลลิกรัม, โซเดียม 2 มิลลิกรัม, สังกะสี 3.97 มิลลิกรัม (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
  4. การนำข้าวโอ๊ตมาใช้ประโยชน์มีรูปแบบต่าง ๆ ข้าวโอ๊ตทั้งเมล็ด อบ ตากแห้ง ทับให้แบนเป็นโรลโอ๊ตที่เห็นวางขายทั่วไป สามารถนำมากินผสมกับนมได้เลย หรือจะนำไปผสมทำมูสลี่ เอาไปใส่ขนมอบต่าง ๆ ทำคุกกี้ มัฟฟิน ขนมปัง ครัมเบิลใส่ลูกเบอร์รี บิสกิตต่าง ๆ ได้หมด หรือนำมาประยุกต์เอาไปทำข้าวโอ๊ตต้มใส่หมูสับก็ได้เช่นกัน หรือนำข้าวโอ๊ตไปเข้าไมโครเวฟ บดให้นุ่ม ต้มทำข้าวต้มหรือโจ๊กก็อร่อยไปอีกแบบ ส่วนโอ๊ตมิล คือ ข้าวโอ๊ตที่บดหยาบในระดับหนึ่ง เป็นอาหารข้าวยอดนิยมของชาวอังกฤษที่เติมนม น้ำตาลเล็กน้อยให้พอหอมหวาน เด็ก ๆ ชอบกินกัน ส่วนชาวสกอตเอาไปทำแฮกกิสหรือเครื่องในต้มทำซุปให้ข้นเหนียวก็ได้ แต่ถ้าเป็นโอ๊ตแผ่นที่บางลงมาอีกก็นำไปทำขนมกรุบกรอบ ขนมปัง แพนเค้ก โรยหน้าเข้าไป หรือใช้โรยหน้าในผักสลัดก็ได้ เบียร์ต้นตำรับดั้งเดิมของชาวสกอตแลนด์ก็หมักจากข้าวโอ๊ตผสมกับสมุนไพรต้นเวิร์ต (Wort) ซึ่งมีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว และเมื่อเวลาผ่านไป เครื่องดื่มข้าวโอ๊ตผสมกับนม ใส่น้ำตาลชนิดแช่เย็น ก็นิยมนำมาดื่มแก้ร้อนดับกระหาย จนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในแถบลาตินอเมริกา ซึ่งอาจเป็นเพราะข้าวโอ๊ตมีกลิ่นหอมที่เข้ากันดีกับนมและเนยก็เป็นได้
  5. ข้าวโอ๊ตช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย นักวิจัยจากประเทศอิตาลีได้พบว่า เบต้า-กลูแคนที่มีอยู่ในข้าวโอ๊ต สามารถช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายในการต่อสู้กับแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส และปรสิตได้เป็นอย่างดี
  6. ข้าวโอ๊ตช่วยลดความโลหิต หากต้องการลดความดันโลหิต คุณควรรับประทานข้าวโอ๊ต 75 กรัม หรือประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ แต่ที่ง่ายกว่าก็คือ ให้รับประทานข้าวโอ๊ตต้ม (ชามขนาดกลางถึงขนาดใหญ่) ทุกวัน เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพให้ใช้ข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 30 กรัม สำหรับข้าวโอ๊ตต้มชามขนาดกลาง
  7. ข้าวโอ๊ตช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ : เป็นที่ทราบกันว่าชาวมังสวิรัติจะมีอัตราการตายด้วยโรคหัวใจต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่กินผักจะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่กินเนื้อ เพราะชาวมังสวิรัติจะกินอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือข้าวโอ๊ตนั่นเอง ส่วนคนที่เป็นโรคหัวใจ การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์สูงอย่างข้าวโอ๊ต จะทำให้การกำเริบของโรคลดน้อยลง
  8. ข้าวโอ๊ตกับการช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ มีงานวิจัยที่พบว่า ข้าวโอ๊ตสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิต และควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ข้าวโอ๊ตจึงเป็นธัญพืชที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้เป็นอย่างดี โดยชาวนาข้าวโอ๊ตในเนเธอร์แลนด์ที่กินข้าวโอ๊ตถึงวันละ 5 ชาม จะเป็นโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงต่ำกว่าคนทั่วไป
  9. ข้าวโอ๊ตช่วยป้องกันโรคเบาหวาน นายแพทย์เจมส์ แอนเดอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร ผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับไฟเบอร์มานานนับสิบปี ได้ให้คำแนะนำว่า การกินอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์อย่างข้าวโอ๊ตจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
  10. ข้าวโอ๊ตช่วยลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลได้ : การกินข้าวโอ๊ตให้ได้วันละ 3 กรัม จะช่วยลดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลได้ แต่ควรกินอย่างน้อย 0.75 กรัม ต่อการกิน 1 ครั้ง ถ้าไม่รู้ว่าควรกินในปริมาณเท่าใด ก็ให้ลองคิดเองว่า ในข้าวโอ๊ต 100 กรัม จะให้พลังงาน 390 กิโลแคลอรี, คาร์โบไฮเดรต 66 กรัม, ไขมัน 7 กรัม, โปรตีน 17 กรัม, วิตามินบี5 1.3 กรัม, ธาตุเหล็ก 5 มิลลิกรัม, แมกนีเซียม 177 มิลลิกรัม และไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ 4 กรัม โดยนายแพทย์เจมส์ แอนเดอร์สัน ได้ทำการทดลองกับตัวเอง โดยเขาได้วัดระดับคอเลสเตอรอลของตนซึ่งสูงถึง 300 จากนั้นเขาก็ได้ระดมกินรำข้าวโอ๊ตเป็นส่วนใหญ่ และในเวลาเพียง 5 สัปดาห์ ระดับคอเลสเตอรอลของเขาลดลงเหลือเพียง 175 โดยวิธีกินรำข้าวโอ๊ตของหมอเจมส์ก็คือ กินวันละ 180 กรัม หรือประมาณหนึ่งถ้วยตวงในตอนเช้าทุกวัน และต่อมาเพื่อแนะนำให้ผู้ป่วยของเขากินรำข้าวโอ๊ตได้ง่ายขึ้น เขาจึงได้พัฒนาเป็นสูตรมัฟฟินที่มีรสชาติอร่อยขึ้นเพื่อกินกับเครื่องดื่มยามเช้า แล้วนำมาให้คนไข้หลายร้อยคนของเขากิน และได้พบว่า ระดับคอเลสเตอรอลของคนไข้ลดลงโดยเฉลี่ย 20% แม้ในรายที่ไม่ยอมลดไขมันในอาหารเลยก็ตาม
  11. ข้าวโอ๊ตกับการช่วยควบคุมน้ำหนัก : ข้าวโอ๊ตมีเส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำสูง มีแคลอรีต่ำ กากใยนี้เมื่อกินเข้าไปจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำ ที่ช่วยดูดซับน้ำเมื่ออาหารตกผ่านลงไปในท้อง จึงช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว เมื่อเริ่มต้นกระบวนการย่อยในลำไส้ ข้าวโอ๊ตจะช่วยในการดูดซึมอาหาร กากใยที่มีอยู่จะก่อตัวเป็นเจล แล้วจะค่อย ๆ ซึมซับคาร์โบไฮเดรต รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และมีโปรตีนที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน (ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีโปรตีนสูงที่สุด มีค่าใกล้เคียงกับถั่วเหลือง และไม่น้อยไปกว่าเนื้อสัตว์ นม ไข่) เมื่อกินข้าวโอ๊ตเข้าไป ร่างกายจึงได้ทั้งคุณค่าและกากใยที่ทำหน้าที่ที่ดีต่อร่างกาย ทำให้อิ่มเร็ว และไม่อ้วน
  12. ข้าวโอ๊ตช่วยขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย : ไฟเบอร์จากข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยดูดซับของเสียในลำไส้ จึงช่วยขับของเสียและพิษออกจากร่างกายได้ดีมาก โดยกากใยอาหารที่หลงเหลือจะทำให้มีปริมาณของอุจจาระมากขึ้น แถมยังช่วยดูดซับน้ำไว้ในตัวอีก โดยเฉพาะรำข้าวโอ๊ตที่สามารถดูดน้ำเข้าไปในตัวได้ถึงหลายสิบเท่า ดังนั้น ไฟเบอร์ที่หลงเหลือในทางเดินอาหารจึงไปกระตุ้นให้อยากถ่ายเร็ว ทำให้ของเสียทั้งหลายถูกขับออกมาจากร่างกาย
  13. ข้าวโอ๊ตช่วยในการขับถ่าย ป้องกันท้องผูก : ข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน ที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น และยังทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำเล็ก ๆ ที่ช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลในลำไส้เล็กและขับออกจากร่างกาย
  14. ข้าวโอ๊ตไม่มีกลูเตน (Gluten) : สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนที่มีอยู่ในข้าวสาลี คุณสามารถหันมากินข้าวโอ๊ตแทนได้อย่างสบายใจ
  15. ข้าวโอ๊ตช่วยเพิ่มพลังงานก่อนออกกำลังกาย : มีคำแนะนำว่า ให้กินข้าวโอ๊ตก่อนการออกกำลังประมาณ 2 ชั่วโมง เพียงเท่านี้เราก็จะได้พลังงานเอาไว้ใช้ในการออกกำลังกายได้เพิ่มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว เพราะข้าวโอ๊ตเป็นอาหารที่ย่อยง่าย จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารและนำสารอาหารเหล่านั้นมาเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว
  16. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและอาการเหนื่อยล้า : ด้วยการนำข้าวโอ๊ต 2 ถ้วย นม 1 ถ้วย และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมลงไปในอ่างอาบน้ำ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของเราไปในตัวอีกด้วย
  17. ใช้รักษาแผลจากโรคอีสุกอีใสหรือรอยแผลไหม้จากแสงแดด : ให้นำเมล็ดข้าวโอ๊ตมาบด หรือใช้แป้งข้าวโอ๊ตที่ร้อนจนเหลือเฉพาะผงแป้งร่วน ๆ มาเทรวมกันในผ้าสะอาด จากนั้นให้นำห่อผ้าดังกล่าวไปมัดกับก๊อกน้ำจนเหลือเฉพาะผงแป้งร่วน ๆ มาเทรวมกันในผ้าสะอาด แล้วนำห่อผ้าไปมัดกับก๊อกน้ำของอ่างอาบน้ำให้แน่น เสร็จแล้วก็เปิดน้ำให้ไหลผ่านห่อผ้าออกมา ในระหว่างนี้ให้เราใช้มือบีบห่อผ้าไปพร้อมกันด้วย แล้วลงไปแช่ในน้ำสักพัก แต่ถ้าไม่มีอ่างอาบน้ำก็ให้นำห่อข้าวโอ๊ตมาชุบน้ำ แล้วนำมาประคบลงบนบริเวณที่เป็นก็ได้
  18. ใช้รักษาปัญหาผิวทั่วไป : ด้วยการนำข้าวโอ๊ตมาทำเป็นสครับขัดผิวหรือสบู่ข้าวโอ๊ต โดยให้ใช้ข้าวโอ๊ต 2 ช้อนโต๊ะนำมาบดให้เป็นผง ผสมด้วยเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยน้ำ (ให้พอที่ทำให้ส่วนผสมข้นเหนียวพอประมาณ) จากนั้นนำมาทาลงบนผิวตามต้องการทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออก
  19. ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาอ่อนเยาว์ เปล่งปลั่ง และเนียนนุ่ม : ด้วยการนำข้าวโอ๊ตประมาณ 3/4 ถ้วยตวง นำมาปั่นรวมกับน้ำเปล่าประมาณ 3 นาที แล้วใช้น้ำผึ้งกับโยเกิร์ตอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ และไข่ขาวตามลงไป ผสมส่วนผสมทั้งหมดจนเข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าหรือผิวบาง ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตยังถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ เช่น แชมพู โลชั่น สบู่ ฯลฯ เนื่องจากข้าวโอ๊ตมีวิตามินอีสูง ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื่นของผิวได้เป็นอย่างดี
  20. ช่วยกำจัดสิวบนใบหน้า : สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิว ให้นำข้าวโอ๊ตมาผสมกับนมหรือข้าวโอ๊ตบดที่คุณนำมารับประทานเป็นอาหารเช้า วางทิ้งไว้จนส่วนผสมเริ่มมีอุณหภูมิปกติ จากนั้นนำส่วนผสมดังกล่าวมาพอกบริเวณที่เป็นสิวประมาณ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก ในระหว่างนี้ข้าวโอ๊ตก็จะช่วยดูดซับไขมันพร้อมกับแบคทีเรีย และผิวหนังที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวออกไป และหากนำมาผสมกับน้ำมันทีทรีออยล์ (Tea Tree Oil) กับน้ำผึ้งไปด้วยก็จะช่วยรักษาปัญหาสิวได้ดียิ่งขึ้น
  21. ใช้รักษาผิวหนังของสัตว์เลี้ยง : สำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีอาการคันผิวหนัง นั่งเกาไม่หยุด ก็ให้นำข้าวโอ๊ตมาผสมกับน้ำอุ่น ในอัตราส่วนอย่างละเท่า ๆ กัน แล้วนำไปทาบนผิวหนังของสัตว์เลี้ยง (ใช้อะลูมิเนียมฟอยล์ห่อทับไว้เล็กน้อย) ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก
  22. ใช้ดับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ : กลิ่นอับในตู้เย็นและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำ ข้าวโอ๊ตสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่ใส่กล่องข้าวโอ๊ตเปิดฝาทิ้งไว้ในตู้เย็น ในห้องน้ำ หรือจุดต่าง ๆ ที่ต้องการกำจัดกลิ่น เพียงเท่านี้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็จะหมดไป นอกจากนี้หากที่เขี่ยบุหรี่เริ่มมีกลิ่นแปลก ๆ ก็ให้ลองผสมข้าวโอ๊ตแห้งลงไป ซึ่งข้าวโอ๊ตจะช่วยดูดกลิ่นบุหรี่ได้เป็นอย่างดี
  23. ใช้ทำเป็นของเล่นเด็ก : ข้าวโอ๊ตที่เด็ก ๆ กินเหลือ เมื่อปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนก็จะเริ่มแข็งตัว ให้ลองนำมาผสมกันโดยใช้ข้าวโอ๊ต 2 ส่วน ต่อแป้งและน้ำอีกอย่างละ 1 ส่วน แล้วเติมสีผสมอาหารลงไปเล็กน้อย คุณก็จะได้แป้งที่มีลักษณะคล้ายดินน้ำมันไว้ให้เด็ก ๆ ปั้นเล่นได้

ประโยชน์ของรำข้าวโอ๊ต

  1. รำข้าวโอ๊ต (Oat Bran) คือ ส่วนของเส้นใยบาง ๆ ที่เคลือบผิวของเมล็ดข้าวโอ๊ตเอาไว้ ซึ่งได้มาจากการขัดสีข้าวโอ๊ต โดยรำข้าวโอ๊ตถือเป็นส่วนที่คงประโยชน์จากข้าวโอ๊ตเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนที่สุด จึงมักถูกคัดแยกแล้วนำมาขายต่างหาก และในปัจจุบันกำลังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรงโดยเฉพาะในต่างประเทศ โดยการกินรำข้าวโอ๊ตเพื่อบำรุงสุขภาพและป้องกันโรคนั้น แพทย์แนะนำให้กินรำข้าวโอ๊ตวันละ 1 ช้อนโต๊ะ โดยนำมาผสมในนม โยเกิร์ต ซีเรียล หรือกินร่วมกับโฮลเกรนและโฮลวีทก็ได้ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลอย่างจริงจัง ควรกินข้าวโอ๊ตให้ได้วันละประมาณ 25-100 กรัม เพื่อให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์ในปริมาณวันละ 25-35 กรัม[2] ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการของรำข้าวโอ๊ต ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 246 กิโลแคลอรี, โปรตีน 17.30 กรัม, ไขมัน 7.03 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 66.22 กรัม, ไฟเบอร์ 15.4 กรัม, น้ำ 6.55 กรัม, น้ำตาล 1.45 กรัม, วิตามินบี1 1.170 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.220 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 0.934 มิลลิกรัม, วิตามินบี6 0.165 มิลลิกรัม, วิตามินบี9 52 ไมโครกรัม, วิตามินซี 0 มิลลิกรัม, วิตามินเค 3.2 ไมโครกรัม, แคลเซียม 58 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 5.41 มิลลิกรัม, แมกนีเซียม 235 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 734 มิลลิกรัม, โพแทสเซียม 566 มิลลิกรัม, โซเดียม 4 มิลลิกรัม, สังกะสี 3.11 มิลลิกรัม (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
  2. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ : ไฟเบอร์ในรำข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติชั้นยอดในการช่วยลดคอเลสเตอรอลที่เกาะอยู่ตามเส้นเลือด การรับประทานรำข้าวโอ๊ตเป็นประจำจึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน เป็นต้น
  3. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน : วารสารสมาคมโภชนาการอเมริกัน (Journal of the American Dietetic Association) ได้เปิดเผยว่า รำข้าวโอ๊ตสามารถช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดที่มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นหลังมื้ออาหาร เพราะไปช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรตและลดปริมาณน้ำตาลที่กำลังจะเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือดโดยการเพิ่มระดับของอินซูลิน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากยิ่งขึ้น
  4. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล : เนื่องจากรำข้าวโอ๊ตมีสารเบต้า-กลูแคน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ มีคุณสมบัติช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลและไขมันเลส (LDL) และยังช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปได้อีกแรง
  5. ช่วยในการควบคุมน้ำหนักและลดน้ำหนัก : นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา (University of Minnesota) ได้ยืนยันว่าไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่มีอยู่ในรำข้าวโอ๊ต สามารถช่วยดูดซับน้ำในกระเพาะอาหาร จึงทำให้เกิดการพองตัว ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น กินอาหารได้ในปริมาณที่น้อยลง อีกทั้งคาร์โบไฮเดรตในรำข้าวโอ๊ตยังช่วยชะลอการย่อยอาหาร ทำให้เรารู้สึกอิ่มท้องได้นานกว่าเดิม ส่งผลให้กินอาหารได้น้อยมื้อลงอีกด้วย นอกจากนี้รำข้าวโอ๊ตยังมีคุณสมบัติในการช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลและไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบขับถ่ายในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
  6. ช่วยในการขับถ่าย : เป็นที่ทราบกันแล้วว่า รำข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์สูงมาก การได้รับรำข้าวโอ๊ต จึงช่วยในเรื่องการขับถ่ายของร่างกายได้เป็นอย่างดี ถ้าหากใครมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายอยู่ตอนนี้ ก็ขอแนะนำให้หารำข้าวโอ๊ตมากินพร้อมกับดื่มน้ำเยอะ ๆ
  7. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง : รำข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติในการช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งหลายชนิด โดยสถาบันวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Institute for Cancer Research) ได้เปิดเผยว่า ผู้ที่กินรำข้าวโอ๊ตเป็นประจำ จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปากมดลูกได้ดี

Cr.Pics: https://medthai.com/


ขอบคุณข้อมูลจาก: https://medthai.com/ข้าวโอ๊ต/

สาหร่ายวากาเมะ ลดน้ำหนัก บำรุงผิวได้อย่างไร

Cr.Pics: http://www.gangbeauty.com


สาหร่ายวากาเมะ เป็นพืชทะเลที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก นอกจากจะนำมาใช้ในการประกอบเป็นอาหารรับประทานในชีวิตประจำวันแล้ว ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายๆ ยี่ห้อ ยังได้เลือกนำสาหร่ายวากาเมะมาใช้เป็นส่วนผสมหลักเพื่อเสริมความงามให้กับคุณสาวๆ

สาหร่ายวากาเมะ คืออะไร?

สาหร่ายวากาเมะ (Wakame Seaweed)  เป็นสาหร่ายสีน้ำตาลอมเขียวขุ่น หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “ผักกาดทะเล”  เป็นสาหร่ายที่พบได้ในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะในทะเลญี่ปุ่น สามารถเติบโตในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิเย็นปานกลาง หรือเย็นมาก ชาวญี่ปุ่นนิยมนำสาหร่ายวากาเมะ มาใช้ในการประกอบอาหาร เนื่องจากมีรสชาติที่อร่อย เช่น ซุป สลัด ตากแห้ง รวมไปถึงการทอดกรอบ เป็นต้น

นอกจากนี้ สาหร่ายวากาเมะ มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีจำนวนของคาร์โบไฮเดรตที่น้อยมาก ในขณะที่มีสรรพคุณที่มีคุณค่ากับร่างกายเป็นอย่างมาก สาหร่ายวากาเมะ จึงกลายมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

สรรพคุณของสาหร่ายวากาเมะ

สาหร่ายวากาเมะ อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติพิเศษในการบำรุงร่างกาย ผิวพรรณ ช่วยในการเผาผลาญไขมัน และต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากกล่าวโดยสรุปแล้ว สาหร่ายวากาเมะจะมีสรรพคุณ ดังต่อไปนี้

สรรพคุณในเรื่องความสวยงาม

  • ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ สาหร่ายวากาเมะช่วยในการปรับสภาพผิว และเสริมสร้างกระบวนการทำงานของคอลลาเจนและอิลาสตินให้ดียิ้งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงผิวหนังทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยในการปกป้องผิว สาหร่ายวากาเมะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ให้ผิวแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ลดอาการระคายเคือง ลดความหยาบกร้านของผิว นอกจากนี้ยังช่วยในการปกป้องผิวจากมลภาวะอีกด้วย
  • ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสาหร่ายวากาเมะจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการเผาผลาญไขมันสีขาวตามอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ในบริเวณพุง ต้นขา ต้นแขน เป็นต้น ซึ่งอวัยวะเหล่านี้มักจะเกิดการสะสมของไขมันสีขาวได้ง่ายกว่าอวัยวะส่วนอื่นๆ

Cr.Pics: http://www.gangbeauty.com


สรรพคุณในการบำรุงร่างกาย

  • ช่วยในการลดระดับคอลเลตเตอรอลในเลือด และช่วยลดความดันโลหิต พร้อมกับป้องกันภาวะหลอดเลือดในสมองแข็ง (Arteriosclerosis) รวมไปถึงการต่อสู้กับเนื้องอก และยังช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว
  • มีแคลเซียมสูงกว่านมถึง 14 เท่า การรับประทานสาหร่ายวากาเมะปริมาณ 50-100 กรัม จะเป็นการช่วยเสริมสร้างแคลเซียมให้กับร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะใน 1 วัน นอกจากนี้สาหร่ายวากาเมะยังเหมาะสำหรับสตีมีครรภ์ที่ต้องการปริมาณแคลเซียมมากกว่าปกติ
  • ช่วยลดปัญหาท้องผูก สาหร่ายวากาเมะมีสภาพเป็น Salinity มีเกลือแมกนีเซียม หรืออัลคลาไล รวมไปถึงไฟเบอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเหมือนกับยาระบายตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีใยอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีกรดอาลิกนิคที่ช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเร่งขับถ่ายสารพิษต่างๆในทางเดินอาหาร ให้ออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  • ช่วยปรับระดับค่าน้ำตาลกลูโคสในเลือด
  • ช่วยแก้ปัญหาทางอาการปวดอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น อาการปวดบั้นเอวปวดไหล่ บ่าแข็งตึง เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นจากการไหลเวียนของเลือดที่บกพร่องไม่ปกติ
  • ช่วยในการบำรุงเลือด สาหร่ายวากาเมะมีส่วนประกอบของแร่ธาตุทองแดง และธาตุเหล็ก ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการบำรุงเลือด
  • ช่วยทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สาหร่ายวากาเมะมีส่วนประกอบของแม็กนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการบำรุงกล้ามเนื้อและระบบประสาท
  • ช่วยในการลดจำนวนกัมมันตภาพรังสีที่สู่ร่างกาย ผ่านการดูดซึมของลำไส้ได้ถึง 50-80% โดยมีกลุ่มตัวอย่างผู้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่นางาซากิ ที่รับประทานสาหร่ายทะเลเป็นประจำ คนเหล่านี้ไม่มีใครที่เกิดอาการโรคลูคีเมียขึ้นเลย แม้โรงพยาบาลจะอยู่ห่างจากจุดที่เกิดการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เพียง 1 กม เท่านั้น
  • ช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดขึ้นใหม่ สาหร่ายวากาเมะมีสารรูติน ที่มีคุณสมบัติในการช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดขึ้นใหม่
  • ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
  • มีวิตามินบี 12 ซึ่งสามารถพบได้น้อยมากในพืชและผัก ซึ่งเป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราต้องการ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.beauty24store.com

ถั่วเน่า นัตโตะ สุดยอดอาหารมานานกว่า 1000 ปี

Cr. Pics: http://www.japan555.com/nutto-japan/


นัตโตะคือ ถั่วเหลืองที่ผ่านการหมัก (fermentation) ด้วยเชื้อ Bacillus subtilis

– ในกระบวนการหมักเชื้อจุรินทรีย์จะไปย่อยถั่วเหลืองทำให้ถั่วเหลืองย่อยง่ายขึ้นและ ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น

– นัตโตะเป็นอาหารสุขภาพที่คนญี่ปุ่นยอมรับ และ คนญี่ปุ่นรับประทานนัตโตะ ประมาณ 7.5 พันล้างกล่อง ต่อ ปี (1 กล่อง ประมาณ 2-3 ช้อน โต๊ะ)

ประโยชน์

ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

– นัตโตะอุดมไปด้วยวิตามิน และ แร่ธาตุที่ช่วยบำรุงกระดูก เช่น  วิตามิน K2 แคลเซียม และ ธาตุเหล็ก

– วิตามิน K มี 2 ชนิด คือ วิตามิน K1 และ วิตามิน K2

– วิตามินK1 พบมากในผักใบเขียว ส่วนวิตามิน K2ไม่พบในผักใบเขียวแต่สร้างขึ้นจากเชื้อจุรินทรีย์

– วิตามิน K ช่วยเสริมสร้างกระดูก และ มีผลงานวิจัยว่า วิตามิน K ช่วยลด การสูญเสียมวลกระดูก ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ได้ถึง 80%

– นัตโตะมีกรด olyglutamin ช่วยให้ร่างกายดูดซึม แคลเซียมได้ดีขึ้น

ลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจ ช่วยสลายลิ่มเลือด และ ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น

– ในนัตโตะ มีสารสำคัญ 3 ตัวที่ช่วยช่วยสลายลิ่มเลือด และ ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น คือ วิตามิน k1 , เอนไซม์ pyrazine และ เอนไซม์ nattokinase

– เอนไซม์ pyrazine ช่วยลดการสร้างลิ่มเลือด (เป็นเอนไซม์ที่ทำให้นัตโตะมีกลิ่นแรง)

– เอนไซม์ nattokinase ช่วยสลายลิ่มเลือด

– แพทย์บางท่านกล่าวว่า เอนไซม์ nattokinase มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหัวใจวายได้ดีกว่ายา aspirin

– ดังนั้นนัตโตะจึงเป็นทางเลือกนึงแทนการกินยาสลายลิ่มเลือด

– ต้องระวังอย่ากินยาสลายลิ่มเลือดพร้อมนัตโตะเพราะฤทธิ์มันจะมากไปแล้วเป็นอันตราย

ช่วยดูแลระบบย่อยอาหาร ทำความสะอาดเลือด และ บำรุงผิว

– แบคทีเลียในนัตโตะ (Bacillus subtilis) มีส่วนช่วยฆ่าเชื้อโรคในลำไส้ และ เพิ่มจำนวนเชื้อจุรินทรีย์ชนิดดีในระบบย่อยอาหาร

– ทำให้ร่างกายย่อยอาหารดีขึ้น ดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น และ มีสารพิษน้อยลง (ลดพิษจากการย่อยอาหาร และ พิษที่สร้างจากเชื้อโรคในระบบย่อยอาหาร)

– ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

– ในนัตโตะมี เลซิทิน( lecithin) , กรดลิโนเลนิก และ ใยอาหาร ช่วยทำความสะอาดเลือด

– ในนัตโตะมีวิตามิน PQQ ช่วยบำรุงผิว

Cr.Pics: http://www.japan555.com/nutto-japan/


ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.yuzuhealthy.com

น้ำมัน อีฟนิ่ง พริมโรส (Evening Primrose Oil) คุณประโยชน์ที่คุณผู้หญิงควรรู้

Cr. Pic: https://www.findatopdoc.com


หนึ่งในน้ำมันสกัดจากพืชยอดนิยม ซึ่งอุดมไปกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คงหนีไม่พ้น นำ้มันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil)

อย่างไรก็ดี หลายคนอาจเคยเห็นหรือได้ยินชื่อ นำ้มันอีฟนิ่งพริมโรส ดังกล่าวถูกผลิตอยู่ในรูปแบบของเม็ดแคปซูล ซึ่งมักนิยมนำมาทานเป็นอาหารเสริมในหมู่คนรักสุขภาพ

เราลองมาดู 8 คุณประโยชน์ของน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ดังต่อไปนี้ว่า จะส่งผลดีต่อสุขภาพและร่างกายของคุณได้อย่างไร

ประโยชน์ของน้ำมันมันอีฟนิ่งพริมโรส

1.บรรเทาอาการต่างๆที่พบได้ในหญิงสาว

มีการค้นพบว่า นอกจากน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส จะสามารถช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในวัยทองแล้ว ก็ยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเมื่อมีประจำเดือน รวมถึง อาการเจ็บหน้าอกก่อนมีประจำเดือนจะมาอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ยังมีการค้นพบอีกว่า หญิงสาวที่มีอาการดังกล่าวมักมี กรดไขมันแกมม่า ไลโนเลอิค (Gamma Linoleic Acid – GLA) ในร่างกายต่ำ

ดังนั้น หากคุณกำลังประสบกับปัญหาที่กล่าวไว้ข้างต้น การทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ก็อาจจะเป็นตัวช่วยที่ดี เนื่องจาก GLA ถูกพบได้มากในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส

2.ช่วยลดอาการปวดข้อและบวมในผู้ป่วยที่เป็นโรคไขข้ออักเสบ

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส อุดมไปด้วย กรดไขมันแกมม่า ไลโนเลอิค (Gamma Linoleic Acid – GLA) ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดข้อและบวมในผู้ป่วยที่เป็นโรคไขข้ออักเสบ

อย่างไรก็ดี มีผลการศึกษาหนึ่งพบว่า เมื่อลองให้ผู้ป่วยโรคดังกล่าว ทานเม็ดแคปซูลที่มีกรด GLA เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่า ทั้งอาการอักเสบและบวมของผู้ป่วยลดลง

3.ป้องกันเส้นประสาทเสื่อมจากการเป็นโรคเบาหวาน

นักวิจัยพบว่า กรดไขมันแกมม่า ไลโนเลอิค (Gamma Linoleic Acid – GLA) ในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส สามารถช่วยป้องกันการเกิดเส้นประสาทเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาหนึ่งพบว่า เมื่อให้ผู้ที่มักมีอาการเหน็บชา เมื่อทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสเป็นระยะเวลาหนึ่ง ผลปรากฏว่า ผู้เข้าทดสอบมีอาการดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ทานยาหลอก (Placebo)

4.บรรเทาอาการของโรคผิวหนังอักเสบ

หากคุณกำลังประสบกับโรคผิวหนังอักเสบ รู้สึกคันผิว ผิวแห้งตกสะเก็ด ก็อาจลองทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส ซึ่งมีกรดไขมันแกมม่า ไลโนเลอิค (Gamma Linoleic Acid – GLA) ที่สามารถช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ โดยในระหว่างนี้คุณควรงดใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์หรือยาอื่นๆ ก่อน

5.ต่อสู้กับความเสียหายที่เกิดจากโรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple sclerosis – MS)

น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเส้นประสาท รวมถึง กรดไขมันในน้ำมันดังกล่าว ยังช่วยให้เส้นประสาทแข็งแรงได้หากคุณทานเป็นประจำ

6.ช่วยให้ความจำดีขึ้น

คุณทราบหรือไม่ว่าน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสสามารถช่วยให้ความจำของผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ดีขึ้น โดยจะช่วยกระตุ้นการส่งกระแสประสาท และทำให้ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นหากคุณรู้ตัวว่า เป็นคนลืมง่าย การทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสเป็นอาหารเสริมก็อาจเป็นตัวช่วยที่ดี

7.บำรุงเล็บ หนังศีรษะ และเส้นผม

กรดไขมันที่อยู่ในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส สามารถช่วยป้องกันเล็บไม่ให้เปราะหรือแตกและช่วยทำให้สุขภาพเล็บดีขึ้น นอกจากนี้ กรดไขมันดังกล่าว ยังมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมให้แข็งแรง

ดังนั้น หากคุณกำลังประสบกับปัญหาผมแห้งเสีย ก็อาจลองใช้น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสในการช่วยฟื้นฟูผมให้กลับมามีสุขภาพดี

8.บรรเทาอาการของโรคกระดูกพรุน

มีผลการศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้ที่บริโภคนำ้มันอีฟนิ่งพริมโรสไปพร้อมๆ กับน้ำมันปลาและแคลเซียมมีแนวโน้มที่จะสูญเสียกระดูกลดลง รวมถึง กระดูกจะมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น

จากที่กล่าวไปข้างต้นจะเห็นได้ว่า น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสมีสรรพคุณมากมาย ซึ่งไม่เพียงแต่สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยของโรคบางชนิดได้เท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงอีกด้วย

Cr.Pics: http://www.megawecare.co.th


ขอบคุณข้อมูลจาก: https://mahosot.com/evening-primrose-oil.html

ประโยชน์ของอะโวคาโด แหล่งไขมันดี ต้านสารพัดโรค

Cr. Pic: https://www.honestdocs.co/what-happens-if-you-eat-avocados


ที่มาของอะโวคาโด

อะโวคาโดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Lauraceae เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองในประเทศเม็กซิโก สามารถปลูกได้ทั่วไปในพื้นที่เขตร้อนทั่วโลก ถูกนำมาปลูกในไทยครั้งแรกที่จังหวัดน่าน อะโวคาโดนิยมรับประทานกันมากในยุโรปและและแถบอเมริกา เนื่องจากนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด มีคุณค่าทางอาหารสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย อะโวคาโดมีลักษณะพิเศษคือจะสุกหลังการเก็บเกี่ยว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของอะโวคาโด

ลำต้น เป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่ผลัดใบ กิ่งเปราะหักง่าย ลำต้นตั้งตรงอวบใหญ่ เปลือกสีน้ำตาลแตกขรุขระ

ใบ เป็นใบเดี่ยว ยาวรี ปลายใบแหลมโคนใบมน ขอบใบเรียบ มีเส้นกลางใบเห็นชัดเจนและมีเส้นที่เชื่อมจากกลางใบไปยังขอบใบหลายเส้น ผิวใบเป็นมันสีเข้มกว่าท้องใบเล็กน้อย ใบอ่อนสีแดงอมน้ำตาล

ดอก ดอกออกเป็นช่อ ประกอบไปด้วยดอกย่อยหลายดอก กลีบดอกสีเขียวอมเหลือง ด้านดอกสั้นแต่ก้านของช่อดอกยาว เป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ

ผล ผลเป็นผลเดี่ยว ลักษณะคล้ายกับลูกแพร เปลือกของอะโวคาโดมีหลายสี รวมทั้งผิวเปลือกอาจจะเรียบเป็นมันหรือขรุขระขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เนื้อด้านในสีเหลืองอ่อนจนถึงเหลืองเข้ม รับประทานได้ รสชาติมัน มีไขมันชนิดดีสูงมาก

เมล็ด เมล็ดอะโวคาโดมีขนาดใหญ่ มีเมล็ดเดียว อยู่ใจกลางผล ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเนื้อ รูปร่างอาจจะกลมแป้นหรือเรียวยาวก็ได้ มีเปลือกหุ้มเมล็ด 2 ชั้น ผิวเปลือกเรียบสีน้ำตาล

สรรพคุณของอะโวคาโด…เพิ่มไขมันชนิดดี  ลดไขมันชนิดร้าย

แม้รสชาติของอะโวคาโดอาจไม่ค่อยอร่อยหรือถูกใจคนส่วนใหญ่นัก…แต่ความจริงที่ว่าอะโวคาโดมีสรรพคุณทางยาอยู่มาก จนเราอาจคิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว…เริ่มจากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับไขมันที่มีอยู่ในผลอะโวคาโดกันก่อนว่า…แท้จริงแล้วมันเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดไขมันชนิดร้าย (LDL-cholesterol) และเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL-cholesterol) ในเลือด จึงส่งผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคไขมันในเส้นเลือดสูงและโรคหัวใจ

อะโวคาโด ช่วยลดน้ำหนัก บำรุงผิว

ส่วนเรื่องความอ้วนยิ่งไม่ต้องกลัว แม้อะโวคาโดจะมีแคลอรีมาก แต่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่ำ ประกอบกับมีไฟเบอร์สูง และมีกรดโอเลอิก (Oleic Acid) ที่จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว ลดความอยากกินอาหารว่างในระหว่างวัน อะโวคาโดจึงช่วยลดน้ำหนักมากกว่าที่จะทำให้อ้วน รวมทั้งมีคุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์และมีความจำเป็นต่อร่างกายอีกมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่สรรพคุณของอะโวคาโด สามารถดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากสารพัดโรคได้

นอกจากสรรพคุณทางยาแล้ว อะโวคาโดมีประโยชน์ในด้านด้านความงามอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากอะโวคาโดเปี่ยมด้วยวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จึงไม่แปลกใจที่ในแวดวงความงาม นำเอาอะโวคาโดมาสกัดเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ประทินผิว และเครื่องสำอางค์ต่างๆ มากมาย

สูตรอะโวคาโดพอกหน้า

1. นำอะโวคาโด 2 ผลมาล้างให้สะอาด เอาเม็ดออก ตักเนื้อออกใส่เครื่องปั่นโดยปั่นรวมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาวอย่างละ 1 ช้อนชา ปั่นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน

2. ล้างหน้าให้สะอาด ซับหน้าให้แห้งแล้วนำส่วนผสมที่ได้พอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาที เว้นบริเวณผิวส่วนที่บอบบางเช่น รอบริมฝีปากและดวงตา แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

3. เช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์

4. หลังเช็ดหน้า บำรุงด้วยครีมตามปกติ ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จะช่วยให้ใบหน้าเนียนนุ่ม ไม่แห้งกร้าน

13 สรรพคุณของอะโวคาโด…ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. อะโวคาโดมีสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะอะโวคาโดมีทั้งไฟเบอร์และกรดโอเลอิกซึ่งเป็นไขมันที่จะทำปฏิกิริยาให้สมองรู้สึกว่าอิ่ม ถือเป็นตัวอย่างของไขมันไม่อิ่มตัวที่มีประโยชน์ซึ่งอยู่ในผลไม้อย่างอะโวคาโด

2. อะโวคาโดมีกรดโอเลอิก ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทและสมอง ช่วยบำรุงและทำให้การทำงานของสมองมีความรวดเร็ว ไม่เมื่อยล้าแม้สมองต้องทำงานหนัก อีกทั้งไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม

3. อะโวคาโดมีสรรพคุณลดไขมันชนิดร้าย โดยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่มีอยู่ในอะโวคาโด ช่วยเพิ่มไขมันชนิดดี ลดไขมันชนิดร้าย และเมื่อระดับไขมันมีความสมดุล เหมาะสมต่อร่างกาย ก็จะส่งผลให้การทำงานของหลอดเลือดและหัวใจมีประสิทธิภาพนั่นเอง

4. อะโวคาโดมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน เพราะไขมันในอะโวคาโดเป็นไขมันไม่อิ่มตัวและละลายน้ำได้ จึงช่วยชะลอการย่อยอาหารทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นอย่างรวดเร็วหลังกินอาหาร ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงกินผลไม้ชนิดนี้ได้

5. อะโวคาโดมีแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ตัวช่วยสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระและป้องกันโรคเกี่ยวกับสายตา ซึ่งพบได้มากในอะโวคาโด และไขมันในอะโวคาโดยังดูดซึมแคโรทีนอยด์ในผักและผลไม้ต่างๆ ได้ดีมากด้วย ตัวอย่างเช่น หากนำอะโวคาโดมาทำสลัดผักหรือผลไม้ก็จะทำให้เราได้รับแคโรทีนอยด์จากผักหรือผลไม้เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

6. อะโวคาโดมีโปรตีนสูงกว่าผลไม้หลายชนิด และยังเป็นโปรตีนประเภทที่ย่อยง่าย เส้นใยมาก จึงส่งผลให้ระบบการขับถ่ายดี ไม่ต้องกังวลกับอาการท้องผูกเลย

7. สรรพคุณของอะโวคาโดลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งได้ เพราะอะโวคาโดมีวิตามินอี ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายจากมลพิษรอบตัวทั้งจากภายในและภายนอก อีกทั้งมีลูทีนกับไขมันชนิดดีสูง จึงช่วยให้คุณสาวๆ ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว

8. อะโวคาโดอุดมไปด้วยโฟเลต  ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายเราต้องการในแต่ละวัน และมีความจำเป็นต่อหญิงตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เพราะสามารถช่วยสร้างเนื้อเยื่อ เสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ด้วย

9. อะโวคาโดมีวิตามินบี ที่ใช้เป็นยาช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ลดความถี่ในการเกิดอาการเหน็บชา และช่วยลดอาการอักเสบได้

10. อะโวคาโดอุดมด้วยวิตามินซีสู ซึ่งวิตามินซีที่มีมากในอะโวคาโดช่วยป้องกันโรคหวัด และอาการเลือดออกตามไรฟัน

11. อะโวคาโดมีสรรพคุณบำรุงผิว เพราะในอะโวคาโดมีทั้งวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 วิตามินอี วิตามินซี ไนอาซิน โพแทสเซียม กรดโฟลิก ฟอสฟอรัส เป็นต้น ซึ่งนอกจากมีประโยชน์ในการต้านโรคแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ลดริ้วรอย แลดูอ่อนกว่าวัย

12. ประโยชน์ของอะโวคาโดเป็นน้ำมันดูดซึมเร็ว เนื่องจากน้ำมันจากอะโวคาโดสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีกว่าไขมันจากแหล่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากถั่วเหลือง ข้าวโพด อัลมอนด์ หรือน้ำมันมะกอก

13. ประโยชน์ของอะโวคาโดเพื่อบำรุงผม ถ้าเอาน้ำมันจากอะโวคาโดมาใช้นวดศีรษะจะช่วยบำรุงเส้นผม ให้มีน้ำหนัก ไม่แห้งฟู และช่วยเร่งการงอกของเส้นผมได้ดี

ทานอะโวคาโดอย่างไรให้ได้ประโยชน์ (อะโวคาโด ทำอะไรกินได้บ้าง?)

อะโวคาโดมีเนื้อลักษณะคล้ายเนย รสชาติมัน ไขมันสูง หลายคนๆ อาจจะมองข้ามไปเพราะคิดว่าจะทำให้อ้วนได้แต่จริงๆ แล้วเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ไม่ทำให้อ้วนเมื่อเทียบกับการรับประทานไขมันชนิดอื่นในปริมาณที่เท่ากันทั้งยังช่วยลดไขมันเลวในร่างกายได้อีกด้วย อะโวคาโดไม่นิยมรับประทานแบบดิบๆ เนื่องจากมีรสขม โดยอะโวคาโดจะสุกหลังเก็บเกี่ยว

เมนูอาหารดีที่สามารถทำได้จากอะโวคาโดมีหลายเมนู เช่น รับประทานสดๆ โดยผ่าครึ่ง เอาเมล็ดออก ราดด้วยน้ำผึ้ง หรือหั่นเป็นลูกเต๋ารับประทานเป็นของหวานพร้อมกันกับนม ไอศกรีม เค้ก เป็นต้น นำมาปั่นเป็นสมูตตี้ร่วมกับผลอื่นๆ เพื่อดับกระหาย ช่วยให้ร่างกายสดชื่นผ่อนคลาย หรือนำมาปรุงอาหารแทนเนย รวมทั้งนำมาประกอบอาหารต่างๆ เช่น สลัดผักอะโวคาโด เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://sukkaphap-d.com/

18 สรรพคุณและประโยชน์ของแอปริคอต (Apricot)

Cr.Pic: http://www.foodtrients.com


แอปริคอต

 แอพริคอต หรือ แอปริคอต (Apricot) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Prunus armeniaca L.เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน และภายหลังได้แพร่ขยายไปยังประเทศอิตาลีและอังกฤษ โดยแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญของแอปริคอตก็คือประเทศจีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ แอฟริกา

สรรพคุณของแอปริคอต

  1. แอปริคอตเป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ จึงเป็นผลไม้ที่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก
  2. การรับประทานแอปริคอตเป็นประจำจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย
  3. ใช้รับประทานเป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยในการฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยได้เร็วยิ่งขึ้น
  4. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันหวัด
  5. ช่วยรักษาระดับความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย (โพแทสเซียมและโซเดียม)
  6. แอปริคอตอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ และเมล็ดแอปริคอตมีวิตามินบี 17 (Amygdalin) ซึ่งเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง
  7. ช่วยป้องกันความเสื่อมทางสมอง (เมล็ดแอปริคอต)
  8. ช่วยรักษาภาวะโลหิตจาง และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง (แอปริคอตอบแห้ง)
  9. ช่วยบำรุงหัวใจ ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  10. ช่วยควบคุมความดันโลหิต
  11. ช่วยลดระดับไขมันเลวหรือ LDL
  12. ช่วยบรรเทาอาการของโรคหอบหืด วัณโรค และโรคหลอดลมอักเสบ
  13. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ชะละความเสื่อมของเลนส์ตา และช่วยป้องกันโรคต้อกระจก
  14. แอปริคอตอบแห้ง จะมีลักษณะเหนียวและมีคุณสมบัติช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง
  15.  ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก

Cr.Pic: https://medthai.com


ประโยชน์ของแอปริคอต

  1. แอปริคอตสดถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในสบู่ เจลขัดผิว หรือผงมาส์กพอกหน้า ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิวและทำความสะอาดผิว
  2. สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย เช่น น้ำเชื่อม ฟรุตสลัด โยเกิร์ต แยม เบเกอรี่ เค้ก ไอศกรีม น้ำผลไม้ แอปริคอตอบแห้ง
  3. ทรีตเม้นต์แอปริคอตช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ด้วยการใช้เนื้อแอปริคอตสุกนำมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://medthai.com

น้ำมัน Argan Oil คืออะไร มีประโยชน์ต่อผิวพรรณอย่างไร

Cr.Pic: https://mahosot.com/


น้ำมันอาร์แกน (ภาษาอังกฤษ – Argan Oil) คือ น้ำมันบริสุทธิ์ ทรงคุณค่าของแท้จากโมร็อกโคเท่านั้น จากต้น Argania ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “Miracle Oil”

ซึ่งสามารถพบได้เฉพาะทางตะวันตกเฉียงใต้ ของประเทศโมร็อคโค ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ทนต่อความแห้งแล้ง และอุณหภูมิสูงมาก

ชาวโมร็อคโคจะใช้น้ำมัน Argan บำรุงผิว เพื่อให้ผิวหน้าเต่งตึง เนียนเรียบกระชับ ปรนนิบัติบำรุงผิว ผม และเล็บ

นอกจากนี้ Argan Oil ยังประกอบไปด้วยกรดไขมันและวิตามินที่สำคัญเป็นจำนวนมาก

ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบเสมือนการ “โบท็อกซ์” (แต่ยั่งยืนกว่า) ในสมัยปัจจุบันกันเลยทีเดียว

ผลิตภัณฑ์ Argan Oil ที่นำเข้ามาจากประเทศโมร็อกโก ซึ่งจะพบได้ในสปาดังๆ คุณภาพสูง ระดับ Luxury ขึ้นไป

Cr. Pic: http://www.secretsinbeauty.com/


Argan Oil จะมีสารประกอบสำคัญหลักๆ คือ

1. กรดไขมันไม่อิ่มตัว Essential fatty acid

Omega 3 (Linolenic acid) , Omega 6 (Linolenic acid), Omega 9 (Oleic acid), กรดไขมัน arachidonic acid และกรดไขมัน alpha linolenic acid

เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ผิวที่มีสุขภาพดี ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้นั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเจริญเติบโต และพัฒนาเซลล์ผิว

อีกทั้ง ยังมีคุณสมบัติเป็น Anti-inflammatory ลดการอักเสบของผิว และมีความสำคัญต่อความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมผิวตามธรรมชาติ

ฟื้นฟูเนื้อเยื้อของผิวหนัง ปกป้องเซลล์ต้นกำเนิดระดับหนังแท้ เสริมสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน

น้ำมัน Argan oil มีคุณสมบัติเป็น Non-Comedogenic ไม่อุดตันรูขุมขน ไม่ทำให้เกิดสิว แต่ทำให้รอยดำดูจางลง

น้ำมันเนื้อบางเบา ซึบซาบลงสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหน่ะ ทำให้ผิวแข็งแรงมีสุขภาพดี

2. วิตามินอี (Vitamin E)

Argan oil มีวิตามินอีสูงกว่าในน้ำมันมะกอกถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ Anti-Oxidant

และช่วยให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว ปกป้องผิวจากความแห้งกร้านและริ้วรอยบำรุงผิว ให้เนียนนุ่ม แลดูอ่อนเยาว์ ป้องกันมือและเล็บแห้งกร้าน

ทำให้ริมฝีปากชุ่มชื่นและมีชีวิตชีวา ลดรอยหมองคล้ำ เช่น ฝ้า กระ รอยด่างดำ

อีกทั้ง ยังมีคุณสมบัติในการปกป้อง และซ่อมแซมผิว จากอันตรายของแสงแดดได้อีกด้วย

3. Anti-Aging

ต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงมาก จึงป้องกันการเกิดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว

4. Sterols

ช่วยปกป้องผิวจากการรบกวนจากสิ่งแวดล้อม ที่อาจก่อให้เกิดอาการอักเสบของผิวเป็น skin barrier และ Anti-Inflamation

ป้องกันผิวแก่ก่อนวัย และเป็น Moisturizer ให้ความชุ่มชื้นกับผิว คืนความเปล่งปลั่ง ดูมีสุขภาพดี

5. Squalene

Argan oil มีส่วนผสมของ squalene ที่เข้มข้นถึง 310mg./100g. ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อต้านมะเร็งผิวหนังได้

6. Hair Conditioner

ด้วยส่วนประกอบที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และ Omega 9 จะช่วยเสริมสร้างให้เส้นผมแข็งแรง มีสุขภาพดี ซ่อมแซมเส้นผมเสีย แตกปลาย ให้ดูนุ่ม ชุ่มชื่น มีชีวิตชีวา

7. Moisturizer

ให้ความชุ่มชื้นกับผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอยที่หน้าท้องสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

วิธีใช้น้ำมัน Argan Oil เพื่อบำรุงผิว

1. สำหรับผม

ชโลมผมเพื่อบำรุง ให้ผมนุ่มลื่น ป้องกันและรักษาการแตกปลาย ในขณะผมเปียกหมาดๆ และเติมได้ตามต้องการขณะผมแห้ง เนื้อน้ำมันบริสุทธ์ บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ

2. สำหรับมือและเล็บ

ใช้บำรุงมือและเล็บได้บ่อยตามต้องการ ใช้แทนครีมบำรุงมือ เน้นการนวดบริเวณจมูกเล็บ เพื่อให้ผิวนุ่ม เล็บแข็งแรงไม่ฉีกง่าย

3. สำหรับผิวหน้า

ด้วยระดับวิตามินอีที่มากกว่าน้ำมันมะกอกถึง3เท่า เนื้อน้ำมันบางเบา ให้หยดน้ำมัน 2-3 ดรอปลงบนฝ่ามือ และนวดบำรุงเบาๆบนผิวหน้าที่เปียกชื้น

นวดจนน้ำมันซึมทั่วใบหน้าและลำคอ เนื้อน้ำมันจะซึมโดยเร็ว และไม่ทิ้งคราบเหนียว ช่วยลดริ้วรอยแห่งวัย ตีนกาดูตื้นขึ้น รอยสิว และรอยด่างดำดูจางลง

น้ำมัน Argan oil เป็นน้ำมันบริสุทธิ์ 100% (ไม่มีน้ำมันอย่างอื่นมาผสมให้เจือจาง) และเป็นแบบที่สกัดเย็น สกัดเพียงครั้งเดียว

และไม่ผสมสารปรุงแต่ง หรือสารกันเสียใดๆ จึงมีความปลอดภัยสูง ใช้ได้แม้ผิวแพ้ง่ายหรือคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ใช้ได้เช่นกัน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://mahosot.com/

Shea Butter รักษาปัญหาผิว ต้านโรค

Cr.Pic: https://www.greenpea5.com/


Shea Butter เป็นไขมันธรรมชาติที่สกัดจากเชียนัทหรือเมล็ดของต้นเชีย มีเนื้อสัมผัสเหนียวข้นคล้ายเนย ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศที่มีอากาศหนาวและแห้ง เพราะเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์คุณภาพสูงที่ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย ลดริ้วรอย และอาจแก้ปัญหาด้านผิวพรรณบางประการได้ เพราะอุดมด้วยสารในกลุ่มไขมันจากธรรมชาติ วิตามินอีบริสุทธิ์ วิตามินซี สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) สารไตรเทอร์พีน (Triterpene) และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอีกหลายชนิด

นอกจากนี้ Shea Butter ยังมีคุณสมบัติต้านการอับเสบ จึงมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในยารักษาโรคผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ แผลเป็น ผิวไหม้แดด สิว หรือโรคสะเก็ดเงิน บางคนอาจใช้ Shea Butter บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ขจัดรังแค ตลอดจนบรรเทาอาการจากโรคข้ออักเสบ โดยมีการศึกษาสรรพคุณที่กล่าวมาบางส่วนในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

บรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ ตามที่ทราบกันดีว่า Shea Butter เป็นมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ธรรมชาติที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และอุดมด้วยวิตามินบำรุงผิวหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และวิตามินอีที่ช่วยป้องกันผิวไม่ให้แห้งกร้าน จึงเชื่อว่า Shea Butter น่าจะใช้เป็นส่วนประกอบในยารักษาโรคผิวหนังอักเสบได้ ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งได้ทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมัน Shea Butter กับผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยให้ผู้ร่วมทดลองทาผิวหนังด้วยยาที่ประกอบด้วยน้ำมัน Shea Butter สารไดเมธิโคน วิตามินบี และสารอื่น ๆ วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ จากนั้นเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง ผลปรากฏว่าสุขภาพผิวโดยรวมและอาการทางผิวหนังของผู้ป่วยดีขึ้นในหลายด้าน เช่น การอักเสบและความแห้งกร้านของผิวหนัง ผิวหนังแตกเป็นแผล การนูนและแข็งของผิวหนัง อาการคัน และอาการอื่น ๆ จึงอาจใช้ Shea Butter เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบชนิดไม่รุนแรงได้ แต่ก็มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่นำ Shea Butter เพียงอย่างเดียวมาทดสอบประสิทธิภาพในด้านนี้ แต่กลับไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมต่อไปจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพราะการทดลองดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัด

ลดรอยแผลเป็น Shea Butter มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณแผลเป็นนุ่มลง และฟื้นฟูผิวจากรอยแผลเป็นได้ ด้วยเหตุนี้ Shea Butter จึงมักถูกใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและลดรอยแผล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในห้องทดลองงานหนึ่งที่ศึกษาประสิทธิภาพของ Shea Butter ร่วมกับน้ำมันชนิดอื่น และเปรียบเทียบกับยาไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) ที่เป็นยาใช้รักษาแผลเป็นคีลอยด์ เพื่อดูคุณสมบัติด้านการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์บริเวณแผลคีลอยด์ที่มักมีการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนขึ้นมามากผิดปกติ ผลพบว่าทั้ง Shea Butter และยาไตรแอมซิโนโลนช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์บริเวณคีลอยด์ได้เหมือนกัน แต่ Shea Butter ให้ประสิทธิผลในการลดจำนวนเซลล์ลงมากกว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวจึงอาจแสดงถึงความเป็นไปได้ในการนำ Shea Butter ไปพัฒนาเป็นยารักษาแผลเป็นได้

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลที่ปรากฏไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง Shea Butter กับยารักษาแผลเป็น และเป็นเพียงการทดลองในห้องปฏิบัติการเท่านั้น จึงอาจต้องศึกษาวิจัยถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ Shea Butter เพิ่มเติมโดยทดลองในมนุษย์ต่อไป

ป้องกันยุงกัด บางประเทศใช้ Shea Butter เป็นสมุนไพรไล่ยุงตามธรรมชาติ เพราะเชื่อกันว่ามีประสิทธิภาพป้องกันยุง ไม่ก่ออาการแพ้เหมือนสารเคมีไล่ยุงทั่วไป และอุดมไปด้วยอาหารบำรุงผิวหลายชนิดที่อาจลดอาการระคายเคืองจากยุงกัดได้ โดยการศึกษางานหนึ่งได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงชนิดน้ำมันสูตรที่มี Shea Butter เป็นส่วนประกอบกับสารละลายปิโตรเลียมเจลลี่ภาย พบว่าอัตราการถูกยุงกัดของสารทั้ง 2 ชนิดค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ระยะเวลาในการป้องกันยุงโดยเฉลี่ยของสูตรที่มี Shea Butter เป็นส่วนประกอบ สูงกว่ากลุ่มที่ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ จึงอาจนำ Shea Butter มาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงได้ ทว่ายังไม่มีการทดลองกับมนุษย์เพื่อยืนยันคุณสมบัติข้อนี้ และงานค้นคว้าดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยกับยุงเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้น จึงไม่อาจยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยได้อย่างแน่ชัดจนกว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมในอนาคต

โรคข้อเสื่อม สารสกัดจากต้นเชียและ Shea Butter มีส่วนประกอบของสารไตรเทอร์พีนที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งอาจชะลออาการของโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการอักเสบไม่ให้รุนแรงขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวได้ โดยยารักษาโรคข้อเสื่อมในปัจจุบันมักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลังการใช้ ทำให้มีการศึกษาทดลองใช้สารสกัดจากน้ำมันเมล็ดเชียกับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมและข้อสะโพกเสื่อมจำนวน 89 คน เป็นเวลา 15 สัปดาห์ พบว่าการอักเสบ การเสื่อมของกระดูกอ่อน และแนวโน้มการสร้างกระดูกใหม่ของผู้ป่วยลดลง ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวยังสอดคล้องกับงานวิจัยอีกงานที่ให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 33 คน ใช้สารสกัดจากน้ำมันเมล็ดเชียติดต่อกัน 16 สัปดาห์ ผลลัพธ์พบว่าผู้ป่วยเคลื่อนไหวเข่าได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีอาการปวดที่ลดลง จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ Shea Butter อาจนำไปพัฒนาเป็นยารักษาโรคข้อเสื่อมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ แต่ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มทดลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนนำไปใช้รักษาผู้ป่วยจริงต่อไป

Shea Butter กับสุขภาพผิวและเส้นผม

นอกจากความเป็นไปได้ในด้านต่าง ๆ ข้างต้น Shea Butter อาจมีคุณสมบัติดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมได้อีกด้วย แต่ผลการวิจัยในด้านนี้ค่อนข้างมีจำกัด และไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่เพียงพอยืนยันประสิทธิภาพดังกล่าว จึงควรระมัดระวังในการใช้ Shea Butter และคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพเป็นสำคัญ

ตัวอย่างการใช้ Shea Butter ในชีวิตประจำวัน และคำแนะนำบางส่วน ได้แก่

บรรเทาอาการผิวหนังอักเสบหลังการโกนขน หลังจากโกนขน เช็ดบริเวณนั้นให้แห้งด้วยผ้าขนหนูอย่างเบามือ และทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Shea Butter แต่ควรเลือกใช้สูตรที่ปราศจากแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิว

บำรุงผิวและลดริ้วรอยตามวัย คนนิยมนำ Shea Butter มาใช้เป็นครีมลดริ้วรอยและบำรุงผิวฉบับโฮมเมด โดยผสมน้ำมันอโวคาโด ¼ ถ้วยตวง น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ ไขผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันวิตามินอี ½ ช้อนชา และ Shea Butter 1 ช้อนชา จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปอุ่นให้ละลายจนเข้ากัน เทลงในขวดโหลที่มีฝาปิด และตั้งทิ้งไว้ให้เย็นจนส่วนผสมแข็งตัว ก็จะได้ครีมลดริ้วรอยจากธรรมชาติที่ปราศจากสารเคมี

ฟื้นฟูผิวไหม้แดด ผลิตภัณฑ์ประเภทมาส์กที่มีส่วนผสมจาก Shea Butter จะช่วยฟื้นฟูผิวจากการโดนแดดเผาได้ง่าย โดยใช้แผ่นมาส์กที่มีส่วนผสมจาก Shea Butter วางแปะทิ้งไว้บนผิวไหม้สักพักแล้วจึงลอกออก

ป้องกันผมร่วง ใช้น้ำมัน Shea Butter ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ นวดบริเวณหนังศีรษะเบา ๆ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้น้ำมันซึมลงสู่รากผมได้อย่างเต็มที่ พอครบกำหนดเวลาให้สระผมตามปกติ หรือนำน้ำมัน Shea Butter ไปผสมกับยาสระผมหรือครีมนวดผมที่ใช้ตามปกติในสัดส่วน 5 หยด ต่อยาสระผมหรือครีมนวดผม 30 มิลลิลิตร ก็ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะได้เช่นกัน

ใช้ Shea Butter อย่างไรให้ปลอดภัย ?

ทุกวันนี้ยังคงขาดหลักฐานสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของ Shea Butter อย่างชัดเจนในด้านการรักษาโรค ดังนั้น การรับประทานหรือใช้ Shea Butter ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยทางสุขภาพ และควรทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

คนทั่วไป การรับประทาน Shea Butter ตามปริมาณปกติจากอาหารค่อนข้างปลอดภัย แต่หากใช้ทาผิวหนังหรือส่วนอื่นภายนอกร่างกาย ควรใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

เด็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้หรือรับประทาน Shea Butter เสมอ เพราะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงปริมาณที่ปลอดภัยในการใช้ Shea Butter

Cr.Pic: https://www.pobpad.com


ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.pobpad.com/

Show Buttons
Hide Buttons